คณะเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เดินทางมาเยือนประเทศไทย
ช่วงวันที่ 16 ก.พ.-1มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยประจำปี 2560 ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงที่ทำรวมกันไว้ การเดินทางมาเยือนไทยรอบนี้ ได้แลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องภาวะและแนวโน้มเศรษฐกิจไทยกับหน่วยงานต่างๆ ทั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) สถาบันภาครัฐ รวมทั้งผู้แทนจากภาคเอกชน
ภายหลังใช้เวลาเก็บข้อมูลร่วม 2 สัปดาห์ ไอเอ็มเอฟ ได้สรุปผลการประเมินออกมา โดยมองว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในระยะสั้นถึงปานกลาง อีกทั้งระยะข้างหน้ายังเผชิญกับความไม่แน่นอนและปัจจัยเสี่ยงด้านต่ำหลายประการ
ประเด็นหลักที่ ไอเอ็มเอฟ แสดงความเห็นในการประเมินครั้งนี้ คือ ไอเอ็มเอฟ มองว่า เศรษฐกิจไทยมีลักษณะที่จะติด “new mediocre” หรือ ภาวะที่ “เศรษฐกิจเติบโตเชื่องช้า” และ “อัตราเงินเฟ้อต่ำ” ซึ่งเป็นอาการเดียวกับประเทศเศรษฐกิจหลักบางประเทศ.. ไอเอ็มเอฟ บอกด้วยว่า เศรษฐกิจไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่เป็นปัจจัยฉุดรั้งการจ้างงานและการลงทุน ทำให้การคาดการณ์อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอลง
อย่างไรก็ตาม ไอเอ็มเอฟ มองว่า ประเทศไทยยังมีขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย(policy space) และมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพียงพอลดความเสี่ยงอันอาจจะติดกับดักเงินเฟ้อและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำ จึงแนะนำให้ไทยใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนปรนควบคู่กับการปรับปรุงการสื่อสารนโยบาย เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจมีความสมดุลมากขึ้น เอื้อให้เงินเฟ้อเข้าสู่เป้าหมายที่ 1-4%
ส่วนข้อกังวลว่า การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบนั้น ไอเอ็มเอฟ แนะนำว่า ทางการสามารถใช้นโยบาย “แม็คโครพรูเด็นเชียล” หรือการกำกับดูแลภาพรวมเศรษฐกิจผ่านระบบสถาบันการเงินมาใช้ เพื่อปิดช่องโหว่จากความแตกต่างของกฎเกณฑ์กำกับดูแลได้
เราเห็นว่าข้อเสนอของไอเอ็มเอฟที่ให้ “ลดดอกเบี้ย” เพื่อ “กระตุ้นเศรษฐกิจ” ดูเป็นข้อเสนอที่ “สุดโต่ง” ไปนิด โดยเฉพาะช่วงเวลานี้ที่ “ดอกเบี้ยโลก” กำลังเป็น “ขาขึ้นเต็มตัว” อีกทั้งมุมมองของนักลงทุนที่มีต่อดอกเบี้ยนโยบายไทย ก็แทบไม่ได้นึกถึงการลดดอกเบี้ยลง ดังนั้นหากไทยเลือกที่จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงในสภาวการณ์เช่นนี้ เรามองว่าอาจสร้างผลเสียมากกว่าผลดี
อย่างไรก็ตาม ความเห็นของไอเอ็มเอฟที่มีต่อสภาพเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะประเด็นความเสี่ยงที่ไทยติดกับดัก “เศรษฐกิจโตช้า” และ “เงินเฟ้อต่ำ” ถือเป็นเรื่องที่เราไม่ควรละเลย แม้เศรษฐกิจไทยในปีที่ผ่านมาจะขยายตัวได้ 3.2% เป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี และปีนี้ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีขึ้น แต่การเติบโตในระดับนี้ถือว่าต่ำกว่า “ศักยภาพ” ทางเศรษฐกิจของไทยพอสมควร อีกทั้งยังเป็นการเติบโตที่ต่ำกว่าในอดีตค่อนข้างมาก
ขณะที่เงินเฟ้อแม้ จะเริ่มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย แต่ส่วนใหญ่เป็นผลพวงจาก “ราคาพลังงาน” ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในฝั่งของ “อุปทาน” ไม่ได้เกิดจากฟาก “อุปสงค์” หรือเกิดจากความต้องการบริโภคและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ความเห็นของ ไอเอ็มเอฟ จึงถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทางการไทยต้องเร่งหาแนวทางแก้ไข








