วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

EM พร้อมต้านดอกเบี้ยขาขึ้น หรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย?

EM พร้อมต้านดอกเบี้ยขาขึ้น หรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย?

เป็นไปตามคาดสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในปี 2560 ของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed สิ่งที่ตลาดจับตามองจากที่ประชุม Fed ครั้งนี้ คือ Dot Plot ที่บ่งบอกอัตราความเร็วในการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต ซึ่ง Fed มีมติคง Dot Plot ไว้เช่นเดิมกับที่ระบุไว้ปลายปีที่แล้วว่า ปีนี้มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง สะท้อนว่าดอกเบี้ยจะถูกปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป

อย่างไรก็ดี ตลาดกังวลถึงผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดกับสินทรัพย์ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ หรือ Emerging Markets (EM) จากการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ว่าจะทำให้ดอลล่าร์แข็ง เงินในกลุ่มประเทศ EM อ่อนค่า ทำให้เงินทุนไหลออก ตลาดหุ้นผันผวนและเสี่ยงที่จะถูกเทขายอย่างหนัก....

สิ่งที่กล่าวมานี้เปรียบเสมือน Deja Vu ในช่วงเหตุการณ์ “Taper Tantrum” ปี 2556 เวลานั้น ดัชนี MSCI Emerging Markets ลดลงแรงถึง 15.7% ในเวลาเพียง 1 เดือน และค่าเงินของกลุ่มประเทศ EM อ่อนลงกว่า 3.9% อย่างไรก็ดี สถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ทำให้เชื่อได้ว่าทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ที่เข้มงวดขึ้น จะไม่ทำให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยด้วยเหตุผล 5 ประการ ดังนี้

  • เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวและบรรยากาศการลงทุนดีขึ้น – จริงอยู่ในระยะสั้นราคาหุ้นในกลุ่มประเทศ EM มักจะลดลงเมื่อดอกเบี้ยสหรัฐฯ ขยับขึ้น แต่ในระยะยาว การขึ้นดอกเบี้ยแสดงถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เศรษฐกิจที่ดีขึ้นทั้งในสหรัฐฯ และภูมิภาคอื่นจะเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศ EM รวมทั้งราคาหุ้นได้ดี
  • พื้นฐานเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ EM แข็งแกร่ง – ประเทศส่วนใหญ่ในกลุ่ม EM มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วกว่า 2 เท่า โดย IMF ประมาณการว่า GDP ปี 2560 ของกลุ่มประเทศ EM จะโตเฉลี่ย 4.0% เทียบกับ 1.9% ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งนี้ สัดส่วนปัจจุบันของ GDP โลกมาจากลุ่มประเทศ EM สูงถึง 35% นอกจากนี้ ตลาดแรงงานในกลุ่มประเทศ EM แข็งแกร่งมาก ด้วยโครงสร้างประชากรวัยทำงานสูงกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วซึ่งส่วนใหญ่เข้าสู่วัยสูงอายุ
  • การค้าที่เกินดุลจะช่วยพยุงค่าเงินให้มีเสถียรภาพ – ประเทศส่วนใหญ่ในกลุ่ม EM มีดุลการค้าเกินดุลสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2556 ดังนั้น ประเทศเหล่านี้กักตุนทุนสำรองระหว่างประเทศที่ได้จากการส่งออกในปริมาณที่มากขึ้น และทุนสำรองนี้เองที่สามารถใช้รักษาเสถียรภาพค่าเงิน ดังเช่นที่รัฐบาลจีนทำทุกวันนี้
  • ราคาตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศ EM น่าสนใจ – วันนี้ตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วซื้อขายกันที่ค่าเฉลี่ยของราคาหุ้นต่อกำไรหรือ PE ratio ที่ประมาณ 16.3 เท่า ซึ่งเป็นกรอบราคาสูงสุดที่เคยเกิดขึ้น แต่หุ้นในกลุ่มประเทศ EM ยังคงซื้อขายที่ระดับ PE 12 เท่า ใกล้เคียงค่าเฉลี่ย 10 ปี นอกจากนี้ อัตราการเติบโตของผลกำไรในอีก 12 เดือนข้างหน้าของหุ้นในกลุ่มประเทศ EM ก็สูงกว่า ทั้งจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ การปฏิรูปภายในประเทศ และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่กลับมามีเสถียรภาพ หากกำไรเป็นไปตามคาด ราคาหุ้นในกลุ่มประเทศ EM มีโอกาสเพิ่มขึ้นได้เร็วกว่าตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
  • คาดว่าดอลลาร์จะทรงตัวมากกว่าแข็งค่า เพราะเงินเฟ้อจะขึ้นเร็วกว่าดอกเบี้ย – ประเด็นสำคัญสำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินทั่วโลกคือ ทิศทางของดอลลาร์ว่าจะตอบสนองต่อนโยบายการเงินของ Fed และนโยบายการคลังของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไร ทั้งนี้ ดอลลาร์ที่แข็งค่าอย่างรวดเร็วคือ 3.7% ตั้งแต่วันเลือกตั้ง และระดับค่าเงินดอลลาร์ ณ ปัจจุบันได้รับรู้การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ไปแล้ว ดังนั้น โอกาสที่จะแข็งค่าขึ้นต่อจากนี้เริ่มจำกัด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศ EM เพราะชะลอเงินทุนไหลออก