จริงอยู่ที่ทุกประเทศมีแผนการพัฒนา ที่จะนำพาประชาชนให้ “อยู่ดี มีความสุข” ทั้งในส่วนของนโยบายรัฐบาล
และความร่วมมือระหว่างประเทศ แต่จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับนัยในเชิงการขับเคลื่อนของ “ทุกภาคส่วน” มิใช่เพียงแค่ภาครัฐ แต่รวมถึงภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ที่จะใช้ความรู้และข้อมูลในการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาไปด้วยกัน
ดังนั้นประเทศไทย น่าจะริเริ่มบทบาทความเป็นผู้นำ ในการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือ ในรูปของแนวพื้นที่การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Corridor) กับประเทศเพื่อนบ้านในหมู่ประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะความร่วมมือ 5 ประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ กัมพูชา สปป. ลาว เมียนมาร์ ไทย และเวียดนาม พร้อมกับใช้ประโยชน์จากความร่วมมือ สร้างความแข็งแกร่งและความหลากหลาย โดยเฉพาะเรื่องของทรัพยากร เนื่องจากทั้ง 5 ประเทศที่กล่าวมา มีพื้นที่รวมกันราว 2 ล้านตารางกิโลเมตร และมีจำนวนประชากรรวมกันราว 240 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 40 ของอาเซียนโดยประมาณ (ทั้งขนาดพื้นที่และประชากร) และมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศรวมกันประมาณ 5.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นหนึ่งในสี่ ของอาเซียน
แต่ทำอย่างไร ถึงจะพัฒนาทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่จะต้องช่วยกันคบคิด
การใช้ “เงินทุน” เข้าไปช่วยเหลือเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องอาศัยองค์ความรู้ “ทางปัญญา” ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ยกตัวอย่างกรณีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนากับสถาบันวิจัยการเกษตรและป่าไม้แห่งชาติ สปป.ลาวหรือ National Agriculture and Forestry Research Institute (NAFRI) ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยมี ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกว. และ ดร.บุญถ่อง บัวโฮม อธิบดีสถาบัน NAFRI เป็นผู้ลงนามในความร่วมมือ ซึ่งมีเป้าประสงค์ให้ 2 ประเทศ ยกระดับการพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตอาหาร ภายใต้ชุดความรู้จาการศึกษาวิจัย ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่จะนำไปสู่การยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ระบุว่าตัวแปรหนึ่ง คือ ความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา โดยเป็นการนำแนวทางการพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) มาประยุกต์ใช้ให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ซึ่งระยะ 3 ปีแรกจะเน้นในเรื่องของความร่วมมือในการศึกษาวิจัยการขจัดความยากจน (SDG1), การขจัดความหิวโหย (SDG2) และการศึกษาที่มีคุณภาพ (SDG4) ทั้ง 3 หัวข้อเป็นประเด็นที่นานาชาติให้ความสนใจ และตรงกับสภาพการณ์ของสปป.ลาว อีกประการความร่วมมือนี้จะครอบคลุมในเรื่องการแลกเปลี่ยนนักวิจัย การพัฒนางานวิจัยร่วมกัน การแลกเปลี่ยนความรู้ผ่านการสัมมนาหรือการประชุมวิชาการรวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่บุคลากรและระดับเจ้าหน้าที่ของ NAFRI
ที่สำคัญ สกว.นำความรู้จากผลงานวิจัยที่ประสบผลสำเร็จ “ใช้ได้จริง” ยกตัวอย่างเช่น การวิจัยและพัฒนา “ไก่เนื้อโคราช” เป็นต้นแบบในการทำงานร่วมกัน โดย สกว.จะสนับสนุนในการพัฒนาโจทย์ร่วมกับนักวิจัยจาก NAFR ที่จะสร้างความก้าวหน้าทางด้านการปรับปรุงพันธุ์ไก่เนื้อ ให้มีการเจริญเติบโตที่ดีและรสชาติใกล้เคียงกับไก่พื้นเมือง เพื่อให้เกษตรกรใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพในระดับวิสาหกิจชุมชน ที่ปัจจุบันสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยี และวิธีการผลิตลูกไก่ และวิธีการเลี้ยงไก่เนื้อโคราชให้แก่ชุมต่างๆในประเทศไทย
อีกหนึ่งแนวทางที่ สกว. ส่งไม้ต่อให้ สปป.ลาว คือ ทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) ภายใต้ “โครงการสนับสนุนการผลิตงานวิจัยและนักวิจัยระดับปริญญาเอกให้ทันความต้องการของประเทศใน 25 ปีข้างหน้า “Vision 2020” ตามยุทธศาสตร์ คปก.อาเซียน+6 เป็นโครงการของรัฐที่ให้ทุนวิจัยระดับปริญญาเอก โดย ศ.ดร. ประมวล ตั้งบริบูรณ์รัตน์ ผู้อำนวยการ คปก. เชื่อมโยงการพัฒนาของ สปป.ลาว ด้วยทุนปริญญาเอกว่า เดิม สกว. ทำงานร่วมกับ TICA : Thailand International Cooperation Agency หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ในการส่งเสริมความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ซึ่ง สปป.ลาว จึงเป็นประเทศหนึ่งในหลายประเทศของอาเซียน ที่ คปก. มอบโอกาสแก่บุคลากรของรัฐ หรือผู้ที่มีความสนใจอื่นๆเข้ามาศึกษาวิจัยระดับปริญญาเอกในไทย ทั้งในส่วนของทุนไตรภาคี TICA-สกว. และฝรั่งเศสหรือสวีเดน และทุน คปก. อาเซียน
โครงการดังกล่าวมีความคาดหวังเพื่อให้ผู้รับทุนชาวลาวได้พัฒนาทักษะ ความสามารถ ด้านการวิจัย ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างนักวิจัยชาวไทยและลาว รวมถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมของทั้งสองฝ่าย และสร้างบุคลากรนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญให้แก่ สปป.ลาว อันจะนำมาซึ่งการตอบสนองความต้องการบุคลากรในสาขาวิชาต่างๆที่ประเทศไทยเข้มแข็ง เพื่อช่วยในการแก้ไขปัญหาของ สปป.ลาว ในอนาคต
ผศ.ดร อมรรัตน์ โมฬี อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์ ในฐานะนักวิจัย สกว.กล่าวถึงความร่วมมือ “ไก่พื้นเมือง” ว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นลักษณะของการร่วมกัน “สร้างองค์ความรู้” จากกระบวนการวิจัย ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยการผลิตนักวิจัย และการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยง การจัดการ การแปรรูป การตลาด ให้แก่บุคลากรของลาวที่จะผลักดันการใช้สายพันธุ์ไก่และเทคโนโลยีต่างๆ ให้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพที่เข้มแข็งและยั่งยืน ทั้งในส่วนของพันธุ์ไก่พื้นเมืองที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ อาหารที่เหมาะสมต่อการเติบโต โดยที่เกษตรกรสามารถผลิตได้เองและไม่พึ่งพิงอาหารสำเร็จรูป
เพื่อให้งานวิจัยนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน จะต้องมีความพร้อมอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น “พันธุ์ อาหาร และตลาด” เพราะทั้ง 3 สิ่ง จะต้องมีการเตรียมความพร้อม ซึ่งหากมีการพึ่งพิงสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากภายนอกก็จะเกิดความล้มเหลวในการพัฒนา อย่างที่ไทยเคยประสบมาแล้ว ท้ายสุดคนที่ได้ประโยชน์ คือนายทุน ที่จะเข้ามาแสวงหาประโยชน์ อีกประการ นักวิจัยฝั่งไทยเสนอให้ทางรัฐบาลลาวสร้างบุคลากรทางด้านสัตวบาล หรือ “หมอสัตว์” เพราะทราบมาว่า ยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้
ทั้งหมด คือ กระบวนการสร้างคน เพื่อมารองรับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
................................
ธนชัย แสงจันทร์
เจ้าหน้าที่งานสื่อสารสังคม สกว.








