วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลดซ้ำซ้อน 'พัฒนาการเมือง'

ในสถานการณ์ที่รัฐบาลกำลังเร่งเดินหน้า สร้างความปรองดอง

 และกำลังอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น ทั้งจากฝ่ายพรรคการเมือง และคู่ขัดแย้งในต่างจังหวัด รวมทั้งการเร่งปฏิรูปที่อยู่ระหว่างการพิจารณา 27 กรอบ 42 ประเด็นตามข้อเสนอของสภาปฏิรูปประเทศ (สปท.) และการนำไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ในการประชุมนัดแรกที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีการพูดถึงการปรับองคาพยพใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน

ขณะเดียวกันหากย้อนไปเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2559 มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 71/2559 สั่งยกเลิกกฎหมายและบทบาท 3 องค์กร ซึ่งหนึ่งในนั้นมี“สภาพัฒนาการเมือง”รวมอยู่ด้วย โดยเหตุผลที่ระบุในคำสั่ง อ้างว่าเพื่อเป็นการป้องกันความทับซ้อนที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการมีองค์กรใหม่ ที่ส่วนหนึ่งน่าจะหมายถึง ป.ย.ป. พร้อมด้วย 4 องค์กรบริวาร และน่าจะเข้าข่ายภารกิจของคณะทำงานว่าด้วยการปฏิรูป เพราะหนึ่งใน 27 กรอบ มีเรื่อง“การเมือง”รวมอยู่แล้ว และยังอาจหมายรวมไปถึงอนุกรรมการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมา

จนถึงล่าสุดที่ นายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้ลงนามคำสั่ง ที่ 14/2560 แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาพรรคการเมืองเพื่อการปฏิรูปประเทศ ขึ้นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 224(5) รวม 20 คน โดยมีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ กรรมการสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธาน พร้อมด้วยกรรมการจากกลุ่มนักวิชาการ และตัวแทน 4 พรรคการเมืองใหญ่ ทั้งระดับหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค อย่างนายภูมิธรรม เวชยชัย นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายนิกร จำนง เข้ามาเป็นคณะทำงาน

กำหนดให้มีอำนาจและหน้าที่กำหนดแนวทางการจัดทำแผน ยุทธศาสตร์การพัฒนาพรรคการเมือง แผนการพัฒนาพรรคการเมือง และแนวทางในการพัฒนาพรรคการเมืองเพื่อการปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญ จึงน่าเป็นห่วงว่าในขณะที่ นายสุวิทย์ เมษิณทรีย์ ในฐานะเลขาฯป.ย.ป. ระบุถึงความเทอะทะในการมีกรรมการหลายชุด จนต้องเตรียมปรับทัพกันใหม่ การตั้งคณะกรรมการชุดนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ขึ้นมาอีกชุด จะยิ่งทำให้มีความซ้ำซ้อนมากขึ้นอย่างไรหรือไม่ 

แม้ว่านายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะออกมาคลายข้อสงสัยเรื่องการใช้งบประมาณดำเนินการจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองว่า ภารกิจนี้น่าจะใช้งบประมาณไม่มากนัก แต่ก็ไม่ได้ตอบข้อสงสัยถึงความซ้ำซ้อนที่ต้องมองทั้งในเรื่องความคุ้มค่า เรื่องระยะเวลาดำเนินการที่กำลังเร่งเดินไปสู่“โรดแมพการเลือกตั้ง”ตามที่รัฐบาลและคสช.วางไว้ รวมไปถึงผลที่จะได้รับว่าจะเกิดประโยชน์จริงแค่ไหน 

การมีกรรมการ 20 คน และการมีตัวแทนจากพรรคการเมืองเพียง 4 พรรคใหญ่ จะถือว่าเป็น“ตัวแทน”พรรคการเมืองได้เพียงไหน หรือเพียงต้องดำเนินการไปเพราะเป็นเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพราะแม้กรรมการชุดดังกล่าวจะกลายเป็น“ภาคบังคับ”ที่ต้องเกิดขึ้น แต่รัฐบาลก็สามารถคิดอ่านให้สมประโยชน์มากที่สุดได้ อย่างเช่นเพิ่มภารกิจการปฏิรูป“คนการเมือง”เข้าไปให้มีกระบวนการจัดการที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ก็น่าจะเป็นประโยชน์มากขึ้น เพราะผลสำรวจและข้อมูลในมือรัฐบาลก็ชี้ชัดอยู่แล้วว่าปัญหาบ้านเมืองที่ผ่านมาล้วนเกิดจาก“นักการเมือง”