ในสถานการณ์ที่รัฐบาลกำลังเร่งเดินหน้า สร้างความปรองดอง
และกำลังอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น ทั้งจากฝ่ายพรรคการเมือง และคู่ขัดแย้งในต่างจังหวัด รวมทั้งการเร่งปฏิรูปที่อยู่ระหว่างการพิจารณา 27 กรอบ 42 ประเด็นตามข้อเสนอของสภาปฏิรูปประเทศ (สปท.) และการนำไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ในการประชุมนัดแรกที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีการพูดถึงการปรับองคาพยพใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน
ขณะเดียวกันหากย้อนไปเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2559 มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 71/2559 สั่งยกเลิกกฎหมายและบทบาท 3 องค์กร ซึ่งหนึ่งในนั้นมี“สภาพัฒนาการเมือง”รวมอยู่ด้วย โดยเหตุผลที่ระบุในคำสั่ง อ้างว่าเพื่อเป็นการป้องกันความทับซ้อนที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการมีองค์กรใหม่ ที่ส่วนหนึ่งน่าจะหมายถึง ป.ย.ป. พร้อมด้วย 4 องค์กรบริวาร และน่าจะเข้าข่ายภารกิจของคณะทำงานว่าด้วยการปฏิรูป เพราะหนึ่งใน 27 กรอบ มีเรื่อง“การเมือง”รวมอยู่แล้ว และยังอาจหมายรวมไปถึงอนุกรรมการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมา
จนถึงล่าสุดที่ นายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้ลงนามคำสั่ง ที่ 14/2560 แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาพรรคการเมืองเพื่อการปฏิรูปประเทศ ขึ้นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 224(5) รวม 20 คน โดยมีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ กรรมการสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธาน พร้อมด้วยกรรมการจากกลุ่มนักวิชาการ และตัวแทน 4 พรรคการเมืองใหญ่ ทั้งระดับหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค อย่างนายภูมิธรรม เวชยชัย นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายนิกร จำนง เข้ามาเป็นคณะทำงาน
กำหนดให้มีอำนาจและหน้าที่กำหนดแนวทางการจัดทำแผน ยุทธศาสตร์การพัฒนาพรรคการเมือง แผนการพัฒนาพรรคการเมือง และแนวทางในการพัฒนาพรรคการเมืองเพื่อการปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญ จึงน่าเป็นห่วงว่าในขณะที่ นายสุวิทย์ เมษิณทรีย์ ในฐานะเลขาฯป.ย.ป. ระบุถึงความเทอะทะในการมีกรรมการหลายชุด จนต้องเตรียมปรับทัพกันใหม่ การตั้งคณะกรรมการชุดนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ขึ้นมาอีกชุด จะยิ่งทำให้มีความซ้ำซ้อนมากขึ้นอย่างไรหรือไม่
แม้ว่านายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะออกมาคลายข้อสงสัยเรื่องการใช้งบประมาณดำเนินการจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองว่า ภารกิจนี้น่าจะใช้งบประมาณไม่มากนัก แต่ก็ไม่ได้ตอบข้อสงสัยถึงความซ้ำซ้อนที่ต้องมองทั้งในเรื่องความคุ้มค่า เรื่องระยะเวลาดำเนินการที่กำลังเร่งเดินไปสู่“โรดแมพการเลือกตั้ง”ตามที่รัฐบาลและคสช.วางไว้ รวมไปถึงผลที่จะได้รับว่าจะเกิดประโยชน์จริงแค่ไหน
การมีกรรมการ 20 คน และการมีตัวแทนจากพรรคการเมืองเพียง 4 พรรคใหญ่ จะถือว่าเป็น“ตัวแทน”พรรคการเมืองได้เพียงไหน หรือเพียงต้องดำเนินการไปเพราะเป็นเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพราะแม้กรรมการชุดดังกล่าวจะกลายเป็น“ภาคบังคับ”ที่ต้องเกิดขึ้น แต่รัฐบาลก็สามารถคิดอ่านให้สมประโยชน์มากที่สุดได้ อย่างเช่นเพิ่มภารกิจการปฏิรูป“คนการเมือง”เข้าไปให้มีกระบวนการจัดการที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ก็น่าจะเป็นประโยชน์มากขึ้น เพราะผลสำรวจและข้อมูลในมือรัฐบาลก็ชี้ชัดอยู่แล้วว่าปัญหาบ้านเมืองที่ผ่านมาล้วนเกิดจาก“นักการเมือง”









