วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เยี่ยมเขื่อนไซยะบุรี สปป.ลาว

อีกครั้งแล้วครับ กับการร่วมทริปเดินทาง แบบ Investment & Study Trip กับสมาคมส่งเสริม

ผู้ลงทุนไทย อันหมายถึง การไปหาความรู้ ศึกษา ดูงาน เพื่อแสวงหาโอกาส ช่องทางในการลงทุน เป็นภาคต่อ ที่สมาคมฯ เขาจัดให้สมาชิก TIIP Club อยู่บ่อยๆครับ

คราวนี้ เป็น ทริปสั้นๆ ไปประเทศเพื่อนบ้าน ที่ สปป.ลาว ใกล้แค่นี้เอง แต่เป็นความยิ่งใหญ่ น่าภาคภูมิใจ ของบริษัทคนไทย และวิศวกร ทีมงานคนไทย พวกเราไป ปลื้มกันทุกคน

การเดินทาง คือ ระหว่าง วันที่ 19 – 20 ก.พ. 2560 สมาชิก ศิษย์ก่อน ศิษย์ปัจจุบันจาก Thai Intelligent Investors Program (TIIP) ของสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย พื้นที่เป้าหมาย คือ การไป เยี่ยมชมเขื่อนไซยะบุรี ของบริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์จำกัด (Xayaburi Power Co., Ltd.) ในเครือ บมจ.ซีเคพาวเวอร์ (CKP) ที่ สปป.ลาว

สำหรับผมเป็น การไปเยี่ยมชมครั้งที่สอง หลังจากที่ผมเคยไปมาแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน ราวเดือนมีนาคม 2557 การเดินทางของพวกเราเป็นการเดินทางโดยเครื่องบิน ร่อนลงที่เมืองหลวงพระบาง ราวๆ บ่ายของวันที่ 19 ก.พ. โดยมีเวลาเล็กน้อย สัมผัสประวิตศาสตร์ของเมืองมรดกโลก ,พักค้างคืน ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย ตื่นนอนเช้าตรู่ วันที่ 20 พวกเราใส่บาตรข้าวเหนียว ตามประเพณีของชาวเมือง ที่มีพระสงฆ์ เดินเป็นริ้วระเบียบ นับร้อยๆองค์ หัวใจชาวพุทธอบอุ่น อิ่มบุญกันทั่วหน้า ที่อุณหภูมิราว 20 องศา กำลังเย็นสบาย และหลังอาหารเช้า ก็เดินทางด้วยรถตู้จากหลวงพระบางไปที่เขื่อนไซยะบุรี อีกราว 2 ชั่วโมงเศษ

โครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี เป็นโครงการหนึ่งของ บมจ.ซีเค พาวเวอร์ ซึ่งเป็น Holding company ที่ลงทุนในบริษัทผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าทั้งระบบ Cogeneration ระบบพลังไฟฟ้าแสงอาทิตย์ และ ระบบไฟฟ้าพลังน้ำซึ่งมี 2 โครงการ คือ บริษัท SEAN/บริษัทไฟฟ้าน้ำงึม 2 (ดำเนินการแล้ว) และโครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี (XPCL) ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง

โครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี เป็นโครงการฝายทดน้ำบนลำน้ำโขง ซึ่งอยู่ในอาณาเขตของ สปป.ลาวทั้งหมด มีลักษณะเป็นฝายน้ำล้นที่มีความสูงไม่มาก โดยจะปล่อยน้ำไหลผ่านเท่ากับปริมาณน้ำที่ไหลเข้าในแต่ละวัน โครงการฯมีการดำเนินการเป็น 4 ช่วงได้แก่ (1) ระยะก่อนก่อสร้างประมาณ 5ปี ตั้งแต่ปี 2550 – 2555 (2) ระยะก่อสร้าง ประมาณ 8 ปี นับจาก 2555 – 2562 (3) ระยะเดินเครื่องตามสัญญาสัมปทาน นับจากปี 2562 – 2591 (4) ระยะโอนโครงการให้รัฐบาล สปป.ลาว นับจากปี 2592 เป็นต้นไป ปัจจุบันนี้อยู่ในปีที่ 6 ของระยะที่สอง และที่น่าชื่นชมคือ คาดว่าจะดำเนินการได้ตามกำหนดทั้งๆที่ผ่านมามีอุปสรรคมากมาย

ผู้บริหารของโครงการฯ คือ คุณอานุภาพ วงศ์ละคร Deputy Managing Director & Site Representative ของโครงการฯ (ซึ่งมีประสบการณ์ไฟฟ้าพลังน้ำกว่า 30 ปี จาก กฟผ.ในอดีต) ได้บรรยายรายละเอียดของโครงการฯ ว่ามีกำลังการผลิตไฟฟ้า 1,285 เมกะวัตต์ โดยจะจำหน่ายไฟฟ้าที่ผลิต 1,225 เมกะวัตต์ให้แก่ กฟผ. และ XPCL จะจำหน่ายไฟฟ้าอีก 60 เมกะวัตต์ให้แก่รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (EdL) ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง EdL และ XPCL ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะเวลา 29 ปี นับจากวันเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์โดยตามสัญญาตรงกับวันที่ 29 ตุลาคม 2562

คุณอานุภาพ ชี้แจงว่าโครงการไซยะบุรี มีลักษณะเป็นฝายระบายน้ำ (Run-of-River) ไม่ใช่เขื่อนเก็บกักน้ำ ไม่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จึงมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย ถือได้ว่าเป็นแหล่งพลังงานสีเขียว ระดับน้ำด้านเหนือน้ำจะมีระดับค่อนข้างคงที่ ใกล้เคียงกับระดับน้ำในฤดูน้ำหลากเท่านั้น ทางด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ได้ดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายของ สปป.ลาว และหลักปฏิบัติที่เน้นสากล และได้จัดทำแผนบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Management Plan) อย่างรอบคอบดังนี้

การรักษาทรัพยากรปลา ได้มีการออกแบบทางปลาผ่านเพื่อให้ปลาทุกพันธุ์และทุกขนาดสามารถอพยพผ่านโครงการได้ตามฤดูกาลต่างๆ ทั้งว่ายทวนน้ำและตามน้ำ โดยออกแบบให้ใกล้เคียงกับสภาพธรรมชาติ เป็นต้น

การระบายตะกอน ได้ออกแบบให้ตะกอนระบายผ่านประตูระบายน้ำล้น 7 บานและผ่านประตูระบายตะกอนโดยเฉพาะอีก 4 บาน เพื่อให้สามารถระบายตะกอนที่มากับกระแสน้ำและอาหารของสิ่งมีชีวิตในลำน้ำจากเหนือน้ำไปท้ายน้ำได้อย่างที่มีประสิทธิภาพ โดยประเด็นนี้เป็นประเด็นค่อนข้างสำคัญจากประเทศเพื่อนบ้านคือประเทศกัมพูชาและเวียตนามซึ่งมีความกังวลต่อความอุดมสมบูรณ์ของที่ลุ่มปากแม่น้ำโขงในอนาคต

การเดินเรือ ปัจจุบันไม่สามารถเดินเรือได้ตลอดปี เพราะช่วงหน้าแล้งจะมีเกาะแก่งโผล่โผล่ขึ้นหลายแห่งเป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือขนาดใหญ่ โครงการได้ออกแบบให้มีช่องทางเดินเรือขนาดกว้าง 12 เมตร ยาว 700 เมตร เพื่อรองรับการคมนาคมและการขนส่งทางเรือที่จะสามารถรองรับเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ได้ถึง 500 ตัน ทำให้การเดินเรือสะดวกมากกว่าเดิม เป็นต้น

คุณอานุภาพ เล่าให้ฟังถึงความลำบากยุ่งยากในการดำเนินการที่กล่าวข้างต้น ซึ่งต้องดำเนินการร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ องค์กรระหว่างประเทศ นักวิชาการและชุมชน เป็นต้น ทำให้ค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่เดิมประมาณไว้ราว 130,000 ล้านบาท ได้เพิ่มขึ้นถึงอีกประมาณ 19,000 ล้านบาท แต่ก็ยังดีที่รัฐบาล สปป.ลาว ได้เข้าใจถึงปัญหาและเห็นชอบที่โครงการฯได้มีการแก้ไขปัญหาจนเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย จึงได้ชดเชยค่าใช้จ่ายให้บางส่วนในรูปแบบการยกเว้นภาษีและการยืดอายุสัมปทานจาก 29 ปี เป็น 31 ปี และก็เป็นสิ่งที่ทางโครงการฯภูมิใจเป็นอย่างมากที่ปัจจุบันมีคณะผู้เยี่ยมชมจากทั่วโลกมาขอเข้าเยี่ยมชมโครงการทุกวัน

ในแง่ของศักยภาพของโครงการไซยะบุรี คุณอานุภาพ สรุปให้พวกเราฟังว่าโครงการฯได้ผ่านอุปสรรคสำคัญที่สุด ได้แก่ การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไปแล้ว ผ่านจุดวิกฤตที่บางครั้งความล่าช้าเพียงเดือนเดียว แต่อาจทำให้ล่าช้าลามไปถึงฤดูน้ำหลากที่อาจทำให้ทำการก่อสร้างในแม่น้ำไม่ได้ อาจล่าช้าถึงหนึ่งปี จนถึงหน้าแล้งปีถัดไปเป็นต้น

ปัจจุบันนี้งานก่อสร้างผ่านจุดวิกฤตนี้ไปแล้ว งานก่อสร้างที่เหลือจะเป็นงานก่อสร้างธรรมดาบนบก ทำให้ทีมผู้บริหารมั่นใจอย่างมาว่างานก่อสร้างจะเป็นไปตามกำหนดหรืออาจเสร็จก่อนกำหนดเล็กน้อย และที่สำคัญมากอีกอย่างคือที่ทางโครงการได้ศึกษาระดับน้ำในแม่น้ำโขงมาตลอดการก่อสร้างพบว่าการมีเขื่อนเหนือน้ำในแม่น้ำโขงในประเทศจีนแทนที่จะเป็นปัญหาระดับน้ำใต้เขื่อนตามที่หลายฝ่ายกังวล อาจเป็นประโยชน์จากการปล่อยน้ำสม่ำเสมอตลอดทั้งปี และตอนนี้ทางโครงการมีความคาดหวังว่าระดับน้ำเฉลี่ยปกติเหนือเขื่อนไซยะบุรีน่าจะสูงกว่าที่ประมาณการแต่เดิม ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ XPCL ผลิตไฟฟ้าขายให้ลูกค้าทั้งสองรายมากกว่าที่ประมาณการไว้ ซึ่งจะหมายถึงรายได้ที่จะเพิ่มขึ้น เป็นต้น

ก่อนเดินทางกลับ พวกเรากล่าวขอบคุณทางผู้บริหาร CKP และ XPCL เป็นอย่างมากที่ได้อนุญาตให้พวกเราได้ไปเยี่ยมชมโครงการ และให้ข้อมูลอย่างละเอียด ทุกคนในคณะ รู้สึกภูมิใจที่บริษัทไทย โดยผู้บริหารคนไทย สามารถบริหารโครงการขนาดใหญ่และยุ่งยากซับซ้อน จนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และขอเอาใจช่วยให้บริษัทฯได้ประสพผลสำเร็จตามที่คาดหวังทุกประการ

ทริป ต่อไป ติดตามกันได้ ว่า พวกเราจะไปเยี่ยมชมที่ใด หรือ ที่ใด ที่อยากให้พวกเราไปเยี่ยมชมก็แจ้งมาได้เช่นกันนะครับ

 ----------------------

บรรจง จิตต์แจ้ง

ที่ปรึกษาสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย