วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อสหรัฐกลายเป็น... ชาติ'ประชาธิปไตยบกพร่อง'

หลังจากที่ถูก “ลดชั้น” เป็น “ประชาธิปไตยบกพร่อง” โดย The Economist Intelligence Unit (EIU)

 สหรัฐจะกล้าไปชี้นิ้วสั่งสอนใครให้เป็น “ประชาธิปไตยตามแบบอย่างของฉัน” อีกหรือเปล่า?

จาก “full democracy” เป็น “flawed democracy” เท่ากับเป็นการตบหน้าสหรัฐที่เคยประกาศตนเป็น “แม่แบบ” ของประชาธิปไตยที่ทุกคนต้องทำตาม และถ้าใครไม่เดินแบบเขา จะถูกลงโทษด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา

EIU อธิบายว่าที่ลดชั้นสหรัฐเรื่องประชาธิปไตยไม่ใช่เพราะโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีอย่างเดียว แต่เป็นความ “เสื่อมโทรม” ของมาตรฐานประชาธิปไตยในสหรัฐตั้งแต่ยุคสงครามเวียดนาม ตามมาด้วยการลอบสังหารมาร์ติน ลูเธอร์ คิง และอดีตประธานาธิบดียอห์น เอฟ เคนเนดี้ อีกทั้งยังมีเรื่องอื้อฉาว Watergate จนริชาร์ด นิกสันต้องไขก๊อกจากตำแหน่งประธานาธิบดี

แต่ผมเชื่อว่าที่ EIU จัดลำดับอย่างนี้ก็เพราะผลการเลือกตั้งสหรัฐครั้งนี้ ที่ทำให้ต้องทบทวนสถานภาพของมหาอำนาจอย่างสหรัฐใหม่

ยิ่งวันก็ยิ่งเห็นความเสื่อมถอยของประชาธิปไตย และสถานภาพสิทธิมนุษยชนของสหรัฐ ตั้งแต่ทรัมป์ขึ้นครองอำนาจเช่น

เขาเป็นผู้นำสหรัฐคนเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองมะกัน ในช่วงหลังที่ไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดการเสียภาษีของตัวเอง อีกทั้งยังอ้างหน้าตาเฉยว่า “ชาวบ้านเขาไม่เห็นแคร์สักหน่อย” (people don’t care) ซึ่งเป็นการดูถูกสติปัญญาของประชาชนคนอเมริกันอย่างยิ่ง

สร้างกำแพงขวางกั้นเพื่อนบ้าน โดยไม่ปรึกษาหารือกับผู้ที่จะได้รับผลกระทบ แล้วก็ประกาศว่าเม็กซิโกจะเป็นคนจ่ายค่าก่อสร้างทั้ง ๆ ที่เขาต่อต้านคัดค้าน... จากนั้นก็บอกว่าจะขึ้นภาษีสินค้าจากเม็กซิโก 20% เพื่อเอาไปเป็นค่าใช้จ่ายเรื่องนี้ จนกลายเป็นวิวาทะถึงขั้นที่อดีตผู้นำ“จังโก้” บอกว่า “เปิดศึกการค้าเมื่อไหร่ เราพร้อม”

ลงนามห้ามคนจากประเทศตะวันออกกลาง 7 ประเทศไม่ให้เข้าสหรัฐ 120 วัน อ้างว่าจะต้องทำการตรวจสอบอย่างเข้มข้น (extreme vetting) เพื่อป้องกันผู้ก่อการร้ายเข้ามา ถูกตีความว่าเป็นการห้ามคนมุสลิมแบบเหวี่ยงแห ยิ่งตอกย้ำว่าเป็นการเลือกปฏิบัติเมื่อทรัมป์บอกว่าหากเป็นผู้ลี้ภัยนับถือคริสต์จะได้รับการพิจารณาก่อน

ทรัมป์บอกว่าผู้บริหารหน่วยข่าวกรองของเขาเชื่อว่า วิธีการทรมานนักโทษและผู้ต้องหาได้ผลดี เขาเชื่อตามนั้นแม้ว่าจะบอกวันที่นายกฯอังกฤษเทเรซ่า เมย์มาเยี่ยมว่ารัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ของเขาไม่เห็นพ้องเช่นนั้น “ผมก็ให้อำนาจท่านรัฐมนตรีดำเนินนโยบายไปตามที่เห็นว่าเหมาะสมแม้ผมจะเห็นต่างก็ตาม”

มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนมากมายก่ายกอง ทรัมป์ยังไม่ยอมละทิ้งธุรกิจหลายร้อยบริษัททั้งในและต่างประเทศ แม้จะลาออกจากตำแหน่งบริหารแล้วแต่ก็ยังให้ลูกและญาติบริหาร ซึ่งก็เท่ากับยังมีผลประโยชน์ซ้อนอยู่ อีกทั้งยังมีกลุ่มนักกฎหมายเตรียมฟ้องว่า เขาทำผิดรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีมาตราหนึ่งที่ห้ามผู้นำประเทศมีรายได้จากรัฐบาลต่างประเทศ โดยกลุ่มผู้คัดค้านบอกว่า ทุกครั้งที่รัฐบาลต่างประเทศมาพักหรือใช้บริการของโรงแรมของทรัมป์ รายได้จะเข้ากระเป๋าเขาไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม

ทรัมป์เชื่อรัสเซียมากกว่าหน่วยข่าวกรองของตัวเอง ซึ่งถือได้ว่าเป็นพฤติกรรมที่ท้าทายจริยธรรม และหลักการบริหารประเทศเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนของ “ความผิดปกติ” ของการเมืองสหรัฐที่ยิ่งจะทำให้ลำดับของความเป็นประชาธิปไตยลดน้อยถอยลงตามลำดับ

ปิดท้ายด้วยข้ออ้างของทรัมป์ว่า ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้มีการหย่อนบัตรที่ “ผิดกฎหมาย” ถึงกว่า 3 ล้านคะแนน โดยที่เขายังไม่มีหลักฐานพิสูจน์อะไรทั้งสิ้น

ถ้าไม่จริง ก็สะท้อนถึงความไร้คุณภาพของผู้บริหารสูงสุดของประเทศอย่างยิ่ง เพราะพูดเรื่องที่เป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตยโดยไม่มีข้อพิสูจน์

แต่ถ้าจริง สหรัฐจะกลายเป็นประเทศโลกที่สามทันที

เพราะนั่นย่อมหมายความว่ามีการซื้อเสียงขายเสียง หรือมีคนใช้สิทธิอย่างผิดกฎหมายกันอย่างมโหฬาร!