พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
(คสช.) กล่าวถึงการทำงานของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างความปรองดอง และปฏิรูปประเทศตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยขณะนี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหลายประเด็น โดยเฉพาะในเรื่องการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นจากความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต
นายกฯระบุว่า “วันนี้โลกยุคโลกาภิวัตน์ ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างเขียน ต่างคนต่างพูด ดังนั้นเราต้องยึดมั่น สิ่งที่ตนเน้นในวันนี้คนไทยต้องมีหลักคิด ไม่ใช่คิดอย่างเดียว และจะคิดวิเคราะห์อย่างเดียวก็ไม่พอ เพราะความขัดแย้งมันสูง จึงต้องหาหลักคิดให้ได้ ซึ่งต้องมีกฎหมายเป็นตัวประกอบด้วย หากคิดไปเรื่อยเรื่องสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย ไปทุกอัน มันจะกลายไปสู่อนาธิปไตย คือเกินคำว่าประชาธิปไตย” และ ย้ำว่า“พื้นฐานต้องมาจากหลักคิดและข้อกฎหมายทั้งหมด คิดอะไรที่นอกกรอบกฎหมายไม่ได้”
อย่างไรก็ตาม กรอบการสร้างความปรองดองของป.ย.ป. นายกรัฐมนตรี “ไม่อยากให้มองว่าเวทีนี้เป็นเวทีที่จะฟอกตัวใคร หรือจะให้เครดิตใคร ไม่ใช่ แต่เป็นเวทีเพื่อการพูดคุย เพราะเราจำเป็นต้องรับฟัง แต่จะไม่ให้พูดคุยเรื่องที่เป็นปัญหาเดิม เพราะตรงนั้นยังไงก็ไม่จบ บอกแล้วว่าการปฏิรูปจะต้องไม่ไปปฏิรูปเรื่องที่มีความขัดแย้งสูง ใครจะซ้ายขวาไม่ได้ คงเข้าใจกันใช่ไหม ต้องทำสิ่งที่ทำได้ เพื่อให้อยู่กันอย่างไรในวันข้างหน้า เรื่องประชาธิปไตย เรื่องความเหลื่อมล้ำ เรื่องการชุมนุม ต้องหาเหตุผลมาทำ”
หากพิจารณาแนวคิดของนายกรัฐมนตรีต่อการทำงานของป.ย.ป. ซึ่งได้ย้ำหลายครั้งว่าเป็นเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่อสร้างอนาคตของประเทศ แต่จะไม่วนเวียนไปที่ปัญหาความขัดแย้งเดิม เนื่องจากอาจจะซ้ำรอยเวทีแก้แก้ปัญหาความขัดแย้งในอดีต กล่าวคือไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ โดยหลักการที่นายกฯกล่าวถึงกรอบการทำงานดูเหมือนไม่ใช่เรื่องยากนัก แต่หากไม่พยายามแก้ปัญหาขัดแย้งในอดีต เราก็ยังมองไม่ออกว่าสังคมไทยจะก้าวพ้นความขัดแย้งแบบเดิมๆ ได้อย่างไร
ประเด็นสำคัญของการระดมผู้คนเข้ามาช่วยในป.ย.ป. ซึ่งมาจากหลายกลุ่มหลายสาขาวิชา แต่เรื่องใหญ่ที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องการรับฟังความเห็นที่หลากหลาย เพราะเราต้องยอมรับว่าสังคมไทยในปัจจุบันมีความหลากหลายและเต็มไปด้วยความขัดแย้งในหลายด้าน ซึ่งในภาวะเช่นนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำให้เกิดเวทีพูดคุยอย่างแท้จริง เพื่อหาทางออกให้กับสังคมที่เต็มไปด้วยปัญหาแทบทุกจุด และเป็นปัญหาที่ต่อเนื่องมายาวนาน นับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายนักจะหาแนวทางเพื่อใช้แก้ปัญหา
แน่นอนว่า รัฐบาลและคสช.อาจมีเวลาค่อนข้างจำกัด ตามโรดแมพที่ประกาศไว้ ดังนั้นอาจทำให้การทำงานของป.ย.ป.มีข้อจำกัดมากขึ้นในเรื่องการรับฟังความเห็นจากเวทีพูดคุย เพราะประเด็นทางสังคมที่มีความซับซ้อนดังที่กล่าวไว้ข้างต้นอาจต้องใช้เวลายาวนานพอสมควรในการแก้ปัญหา แต่เราก็ยังเชื่อมั่นว่าแนวทางการหารือด้วยกันพูดคุยจากคนกลุ่มต่างๆ จะเป็นการแสวงหาวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด เพียงแต่ว่ารัฐบาลและคสช.จำต้องให้โอกาสในการแสดงความคิดเห็นจากทุกกลุ่มอย่างแท้จริง
เราเชื่อว่าในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ รวมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์ การเข้าใจร่วมกันเท่านั้นที่จะทำให้การสร้างความปรองดองเกิดขึ้นได้ในระยะยาว ซึ่งกระบวนการปรองดองอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยอาศัยเวทีการพูดคุยเท่านั้น ดังนั้น เราหวังว่าเวทีป.ย.ป.จะเป็นเวทีพูดคุยที่นำไปสู่สิ่งนี้ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าปฏิรูปต่อไปได้ ซึ่งหากจะทำเช่นนั้นได้มีสิ่งเดียวเท่านั้นคือการเกิดความเข้าใจร่วมกันของคนในสังคม









