กรณีโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
(ครม. ) วานนี้ (7 ก.พ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้พูดถึงกรณี “อาจารย์คนหนึ่ง พูดถึงเรื่องเงินคงคลัง ซึ่งที่ประชุมครม.เห็นว่าต้องขอบคุณสื่อมวลชนส่วนใหญ่ ที่เข้าใจว่ามีวิธีการใช้จ่ายอย่างไร มีที่มาจากไหน จึงไม่หยิบประเด็นนี้มานำเสนอต่อสังคมให้เป็นประเด็นเสียหาย มีเฉพาะสื่อบางส่วนที่อาจมีนัยทางการเมืองหยิบมาพาดหัว“ และ ”ทำให้ที่ประชุมครม.คุยกันว่ากรณีอย่างนี้ องค์กรสื่อมวลชนมีแนวทางดูแลกันและกันอย่างไร”
โฆษกรัฐบาล อธิบายต่อว่าเรื่องดังกล่าว “เป็นเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องความมั่นคงของบ้านเมือง ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างประเทศ เป็นเรื่องสำคัญต่อการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ สมมติว่าเรื่องนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาแล้วกระทรวงการคลังชี้แจงอธิบายความ และมีหนังสือถึงสภาวิชาชีพสื่อมวลชนสักแขนงหนึ่ง จะมีวิธีการบริหารจัดการสื่อมวลชนด้วยกันอย่างไร ถ้าทำตรงนี้ได้เชื่อสังคมจะเกิดความรู้สึกยินดี ที่ทุกฝ่ายมีส่วนช่วยประเทศขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ไม่ต้องคอยหวาดระแวงซึ่งกันและกันว่าใครจะกำกับดูแลใคร”
กรณีดังกล่าวที่มีการหยิบยกมากล่าวถึง และไม่ทราบว่าในที่ประชุมครม. มีการกล่าวถึงกันอย่างจริงจังแค่ไหนว่าเรื่องการเสนอข่าวเงินคงคลัง เป็นตัวอย่างของปัญหาการนำเสนอข่าวของสื่อ และเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปสื่อที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่นี้อย่างไร แต่ชี้ให้เห็นว่าแนวความคิด (หากมีการเชื่อเช่นนั้นจริงๆ) ว่ารัฐบาลหรือผู้ที่ผลักดันการปฏิรูปในครั้งนี้เป็นอย่างไร เพราะหากพิจารณาเรื่องนี้ตามมาตรฐานวิชาชีพสื่อแล้ว ก็จะเห็นว่าโฆษกรัฐบาลกำลังสับสนประเด็นในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน
ประเด็นแรก ดูเหมือนว่าการนำเสนอข่าวในเรื่องนี้ผิดประเด็น ที่ระบุว่ารัฐบาลกำลังมีปัญหาเรื่องเงินโดยดูจากกระแสเงินคงคลัง เพราะแท้ที่จริงแล้วเงินคงคลังไม่ได้ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลถังแตกหรือไม่ แต่เป็นเพียงแสดงฐานะในการบริหารสภาพคล่องของรัฐบาลเท่านั้นเอง กล่าวคือ การบริหารเงินของรัฐบาลก็เหมือนการใช้จ่ายคนทั่วไปหรือบริษัทห้างร้าน ที่จำเป็นต้องมีกระแสเงินสดไว้บริหารสภาพคล่องเอาไว้ตลอดเวลาเพื่อใช้จ่ายในกรณีต่างๆ เท่าที่จำเป็น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติหากเงินคงคลังจะมีขึ้นมีลงในบางช่วงบางเวลา
ดังนั้น หากพิจารณากรณี การนำเสนอข่าวสารที่คลาดเคลื่อนนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชนระดับใดก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น ประเด็นสำคัญคือ หากสื่อใดรายงานผิดพลาดอยู่ตลอดเวลา หรือมีความจงใจไปทางใดทางหนึ่งเพื่อเป้าหมายอื่นนอกจากความเป็นสื่อมวลชน ประชาชนผู้ติดตามข่าวสารจะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าสมควรสนับสนุนสื่อนั้นๆ ต่อไปหรือไม่ ซึ่งรวมถึงคนในรัฐบาลที่เป็นผู้ติดตามข่าวสารคนหนึ่งด้วย ดังนั้นปฏิกิริยาต่อความผิดพลาดก็แสดงให้เห็นการลงโทษทางใดทางหนึ่งต่อการเสนอข่าวคลาดเคลื่อน
ประเด็นที่สอง โฆษกรัฐบาลโยงมาเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปสื่อในขณะนี้ ถือว่าเป็นคนละประเด็น เนื่องจากการปฏิรูปสื่อเป็นความพยายามสร้างกลไกมาดูแลหรืออาจควบคุมสื่อ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการเสนอข่าวคลาดเคลื่อน แต่สร้างความหวาดระแวงว่าในอนาคต อาจมีการห้ามการเสนอข่าวบางอย่างและเลือกเสนอข่าวบางอย่างที่รัฐบาลต้องการให้มีการนำเสนอ ทำให้ไม่เกิดการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และที่ผ่านมา สื่อมวลชนถือว่าทำหน้าที่มาโดยตลอด และหากเกิดความผิดพลาดก็มีช่องทางในการเอาผิดอยู่แล้ว
ดังนั้น ความสับสนจึงเกิดขึ้นหากโฆษกรัฐบาลนำเอาสองเรื่องมาปะปนกัน และยิ่งทำให้เกิดความสับสนมากขึ้นไปอีก ว่าอะไรคือเหตุผลของการปฏิรูปสื่อในครั้งนี้ของรัฐบาล เราเห็นด้วยกับการปฏิรูปสื่อ แต่เราไม่อาจเห็นด้วยกับวิธีการที่ไม่นำไปสู่การปฏิรูปที่แท้จริง และยิ่งมีการโยงประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยมาใช้อ้างอิง เราก็เชื่อว่าการปฏิรูปของรัฐบาลไม่อาจประสบความสำเร็จ แต่จะประสบความสำเร็จอีกด้านตามที่องค์กรวิชาชีพสื่อหวาดระแวง นั่นคือต้องการควบคุมสื่อนั่นเอง








