ในขณะที่สังคมกำลังเรียกร้อง ให้มีการดำเนินการขั้นเด็ดขาด กับกลุ่มบุคคลทั้งนักการเมือง
เจ้าหน้าที่รัฐ หรือเอกชน ที่ทุจริตต่อหน้าที่โดยการรับสินบนในคดีต่างๆ โดยเฉพาะกรณีล่าสุดคือ การจ่ายสินบนของบริษัทโรลส์-รอยซ์ ซึ่งมีการเปิดเผยว่า มีทั้งนักการเมือง ข้าราชการ รวมถึงเอกชนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง
000 แต่ในขณะเดียวกันกระทรวงการคลังได้ผุดแนวคิด การใช้คำสั่งหัวหน้าคสช.ตามมาตรา44 ในการแก้ไขกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการรับสินบนจากเดิมที่กำหนดให้ “ผู้ให้สินบนและผู้รับสินบนมีโทษเท่ากัน” เป็น “ผู้ให้สินบนเสียค่าปรับหรือติดทัณฑ์บนกรณีที่แจ้งเบาะแสว่าถูกผู้รับหรือภาครัฐเรียกสินบนในโครงการ”
000 โดย อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้เหตุผลว่า บางกรณีผู้ให้สินบนอาจทำไปด้วยการถูกบังคับการลดโทษเช่นนี้เพื่อจูงใจให้เปิดเผยข้อมูลมากขึ้น ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาการทุจริตที่ต่างประเทศดำเนินการไปแล้วได้ผลดี
000 ฟากหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างคณะกรรมการป้องกันการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช.ก็ดูเหมือนว่า จะรับลูกในเรื่องนี้ โดย สรรเสริญ พลเจียกเลขาธิการป.ป.ช.ที่ระบุว่า “เห็นด้วยถ้าเสนอแล้วเพื่อการทำงานที่รวดเร็ว บูรณาการงานให้เร็วขึ้น”
000 แต่กระนั้นยังความเห็นอีกมุมหนึ่งที่มองว่า การลดโทษเช่นนี้จะเป็นการแก้ปัญหาที่แท้จริงหรือจะยิ่งทำให้ผู้กระทำผิดย่ามใจและยิ่งกระทำผิดมากขึ้นกันแน่? ฝั่งที่ไม่เห็นด้วยก็มองว่า การดำเนินการเช่นนี้จะกระทบต่อความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย รวมทั้งเป็นการเปิดช่องให้ผู้ตั้งใจให้สินบนใช้ช่องทางกฎหมายเพื่อกระทำความผิด
000 ประเด็นนี้จึงมีข้อถกเถียงในขณะนี้ว่า ท้ายที่สุดจะเป็นการแก้ปัญหาหรือยิ่งทำให้ปัญหาเพิ่มขึ้นกันแน่? ยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า ผู้ทำผิดฐานลักทรัพย์แม้จะยอมรับผิดและคืนของให้กับเจ้าขอแล้ว แต่ในทางกฎหมายก็ถือว่าความผิดได้สำเร็จไปแล้วใช่หรือไม่?
000 อีกทั้งการยอมรับผิดก็เกิดในได้ในกรณีที่ต่างกัน ทั้งยอมรับผิดเพราะสำนึกผิดโดยอาจจะทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเพราะถูกบังคับ หรือ ยอมรับเพราะจำนนต่อหลักฐานเพื่อเอาตัวรอดเท่านั้น ประเด็นเหล่านี้จึงเป็นข้อสงสัยที่รอคำตอบจากกระทรวงการคลังในฐานะผู้เสนอแก้กฎหมาย!!!
...............................
- ดารากร -








