ถ้าทรัปม์เปิด 'สงครามการค้า' กับจีน...

ถ้าทรัปม์เปิด 'สงครามการค้า' กับจีน...

ถ้ารัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ เปิด “สงครามการค้า” กับจีน

 เชื่อได้เลยว่าปักกิ่งเตรียม “อาวุธ” ไว้หลายชุดที่พร้อมจะประลองกำลังเหมือนกัน

ตั้งแต่ช่วงหาเสียงจนถึงหลังชนะเลือกตั้ง ทรัมป์มีท่าทีไม่เป็นมิตรกับจีนมาตลอด ยิ่งเห็นคนที่ทรัมป์ตั้งมาดูแลนโยบายการค้า ก็ยิ่งเห็นวี่แววแห่งความบาดหมางสูงขึ้น

อย่างน้อย 3 คนที่ทรัมป์ตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่เกี่ยวกับการค้า ต่างก็ล้วนมีประวัติที่ต่อต้านจีนทั้งสิ้นเช่น

ปีเตอร์ นาวาร์ อาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีจุดยืนเรียกร้องให้กดดันจีน ในการค้าและการลงทุนมาตลอด จะมาเป็นผู้อำนวยการ “สภาการค้าแห่งชาติ” (National Trade Council) ซึ่งเป็นกลไกใหม่ในทำเนียบขาว

เขาคนนี้เป็นคนเคยเสนอว่าสหรัฐจะต้องขึ้นภาษีสินค้าจากจีนให้สูงถึง 45% เพราะจีนเอาเปรียบสหรัฐมาตลอด ทั้งเรื่องทำให้เงินหยวนอ่อนค่ากว่าความเป็นจริงและการทุ่มราคาเพื่อกีดกันคู่แข่ง

อีกคนหนึ่งคือ โรเบิร์ท ไลท์เทเซอร์ ซึ่งก็ตั้งตัวเป็นศัตรูกับจีนในนโยบายการค้ามาตลอด ทรัมป์จะเสนอให้เป็น “ตัวแทนการค้า” (Trade Representative) ซึ่งมีอำนาจและตำแหน่งเทียบเท่ารัฐมนตรี และมีอิทธิพลในเรื่องการต่อรองเงื่อนไขการค้าระหว่างประเทศอย่างสูง

ส่วนรัฐมนตรีพาณิชย์นั้น ทรัมป์เลือกนายวิลเลียม รอส ซึ่งก็มีชื่อเสียงในทางการสนับสนุน นโยบายปกป้องตนเองของสหรัฐ ไม่เชื่อในเรื่อง “เขตการค้าเสรี” หรือการร่วมในองค์กรพหุภาคีเช่น TPP ที่ถูกฉีกทิ้งโดยทรัมป์ในวันแรกที่นั่งเก้าอี้ในทำเนียบขาว

สามคนนี้จะกลายเป็น “ม่านเหล็ก” ยักษ์ในทีมเศรษฐกิจและการค้าของทรัมป์ ที่จะผลักดันนโยบายการค้าและการลงทุน เพื่อให้สหรัฐได้ประโยชน์สูงสุดตามแนวทาง America First

ถ้าสหรัฐเล่นเกมแรงกับจีน จีนจะโต้ด้วยอาวุธอะไรบ้าง?

บทนำในหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ Global Times ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนออกมาตะคอกกลับว่า “รอบ ๆ ประตูของที่ทำการของกระทรวงพาณิชย์ของจีนมีดอกไม้ แต่พอเดินเข้ามาผ่านประตูก็มีไม้กระบองโต ๆ ซ่อนอยู่...”

แปลว่าถ้าพูดจาภาษาดอกไม้ไม่ได้ผล จีนพร้อมจะซัดกลับด้วย “ไม้แข็ง” เหมือนกัน

เช่นจีนอาจจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเรื่องการเสียภาษี และมาตรการต่อต้านการผูกขาดหรือ anti-trust ของธุรกิจใหญ่ๆ ของสหรัฐในจีน

ปีที่แล้ว ทางการจีนสั่งปรับ General Motors ซึ่งเป็นบริษัทผลิตรถยนต์อันดับสองจีนเป็นเงิน $30 ล้านในข้อหาละเมิดกฎเกณฑ์ต่อต้านการผูกขาดเพราะ GM ไปตั้งราคาขั้นต่ำไว้สำหรับรถบางรุ่นที่ผลิตโดยบริษัทร่วมทุนกับจีน SAIC

หรือไม่จีนก็อาจจะเปิดฉากสอบสวนพฤติกรรมการทุ่มตลาดหรือ anti-dumping ของบริษัทสหรัฐที่ค้าขายกับจีน

ที่ชัดเจนก็คือจีนอาจจะลดการซื้อสินค้าจากสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตรหรือเครื่องบินพาณิชย์

หรือวางมาตรการให้การเดินทางไปมา ของนักธุรกิจสหรัฐและจีนมีความยากลำบากขึ้น

แน่นอนว่าหากจีนซัดกลับอย่างนั้นก็จะหนีไม่พ้นผลพวงทางลบได้ เพราะเท่ากับว่าจีนจะสูญเสียตลาดสหรัฐซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่มากสำหรับจีน

ที่ผ่านมาสหรัฐเสียดุลการค้ากับจีนต่อปีอย่างน้อย $31.1 พันล้านเหรียญ แต่หากเกิดสงครามการค้าระหว่างสองประเทศ ประเทศที่ได้ดุลการค้าจะเสียหายมากกว่าเสมอ

ที่ผ่านมาบริษัทยักษ์ของอเมริกาเช่น Boeing Co, Motorola และ AIG เคยวิ่งเต้นให้รัฐสภาต่ออายุให้จีนที่จะได้สถานภาพที่มีสิทธิพิเศษ most-favoured nation ที่ทำให้สินค้าจากจีนเสียภาษีในอัตราต่ำ

เมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้ กลุ่มธุรกิจที่เป็นตัวแทนของ Microsoft และ Wal-Mart ก็วิ่งเต้นต่อต้านร่างกฎหมายในรัฐสภา ที่จะกดดันให้จีนต้องทำให้เงินหยวนแข็งขึ้น

การเปิดสงครามการค้าระหว่างสองยักษ์ใหญ่ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อใครทั้งสิ้น อีกทั้งประเทศอื่น ๆ ก็จะโดนลูกหลงไปด้วยอย่างปฏิเสธไม่ได้

ทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับ “วุฒิภาวะ” และ “สติ” ของคนชื่อโดนัลด์ ทรัมป์คนเดียวจริง ๆ...

โลกเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?