ศูนย์วิจัยกสิกรไทย นำเสนอภาพเศรษฐกิจปีใหม่นี้น่าสนใจหลายด้าน รวมถึง “ไทม์ไลน์”
ของเหตุการณ์สำคัญ ๆ ระดับสากลที่อาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ซึ่งแน่นอนว่าจะมีผลต่อเนื่องมาถึงไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม
เปิดมาเดือนม.ค. ปัจจัยสำคัญประการแรกคือการที่โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอีกประมาณหนึ่งสัปดาห์จากนี้ไป
จากนั้นก็ต้องจับตานโยบายอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ ผ่านการประชุมประจำไตรมาส ของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินหรือ FOMC (Federal Open Market Committee) ซึ่งได้ขยับดอกเบี้ยขึ้นไปเมื่อเร็ว ๆ นี้และยังมีสัญญาณว่าอาจจะปรับขึ้นอีก 3 ครั้งในปีนี้
ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงินของไทยหรือ กนข. หรือ MPC (Monetary Policy Committee) จะต้องประเมินสถานการณ์ของไทยพร้อมกันไปด้วย
ในความเห็นของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปีใหม่นี้มีหลายปัจจัยที่สนับสนุนให้อัตราดอกเบี้ยตลาดของไทยขยับขึ้น เพราะธนาคารกลางหรือ Fed ของสหรัฐแสดงจุดยืนชัดว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก
ในขณะเดียวกัน หากทรัมป์เดินหน้าตามนโยบายที่เคยแถลงเอาไว้ ก็อาจหนุนเงินเฟ้อของสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นด้วย ซึ่งก็อาจจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐมีโอกาสปรับตัวขึ้น
และหากรัฐบาลเดินหน้าลงทุนในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ก็อาจจะต้องมีการระดมทุนเพิ่ม อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อในประเทศก็มีแนวโน้มสูงขึ้น เป็นปัจจัยดันให้ดอกเบี้ยอาจจะต้องขยับขึ้นในปีนี้
เหตุการณ์การเมืองที่สำคัญปีนี้ที่อาจมีผล ต่อนโยบายเศรษฐกิจยุโรปคือการเดินหน้า Brexit ของอังกฤษในปลายมีนาคม การเลือกตั้งที่เนเธอร์แลนด์ในเดือนมี.ค. และที่ฝรั่งเศสในเดือนเม.ย. กับการเลือกตั้งที่เยอรมนีในช่วงเดือนก.ย.-ต.ค.
แนวโน้มที่นักการเมืองแนวอนุรักษนิยมขวาสุดขอบ คล้ายกับทรัมป์อาจจะเกิดในฝรั่งเศส ซึ่งก็จะเป็นกระแสที่อาจมีผลกระทบต่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของสหภาพยุโรป
ที่ไม่ได้เขียนไว้ในไทม์ไลน์นี้คือการประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในช่วงก.ย.-ต.ค.ปีนี้ ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนตัวผู้นำสำคัญๆ ในกรมการเมืองหรือ Politburo (สมาชิก 25 คน) และคณะกรรมการกลางของกรมการเมือง 7 คน
นักวิเคราะห์กำลังลุ้นกันว่านายกฯหลี่เค่อเฉียงจะรักษาเก้าอี้เดิมไว้ หรือจะมีการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลระดับสูงที่ปักกิ่งมากน้อยเพียงใด
นั่นก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยแห่งความไม่แน่นอน ที่จะมีผลทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกในปีใหม่นี้ ผันผวนปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา








