วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปฏิทินชีวิต: ปีใหม่ 2560

ผมเสนอความคิดให้นักศึกษาปีหนึ่งที่เข้าเรียนวิชาต่างๆกับผม ให้ทำ “ปฏิทินชีวิตนักศึกษา”

เพื่อจะเตือนสติให้นึกถึง“เวลา”การใช้ชีวิตนักศึกษาซึ่งไม่ยาวนานอะไรเลย ตัวปฏิทินที่ประกอบด้วย“ช่อง” สี่ช่อง ในแต่ละช่องใส่แผ่นกระดาษแข็งเขียนเลขจากศูนย์ถึงเก้าจำนวนสิบแผ่น และผมบอกให้นักศึกษาตั้งต้นเลขชุดแรกไว้ที่ ๑๔๖๐ ซึ่งประมาณได้ว่าเป็นจำนวนวันทั้งหมดของเวลาชีวิตนักศึกษาสี่ปี นักศึกษาต้องเปลี่ยนป้ายตัวเลขทุกวันเพื่อจะได้บอกกับตัวเองว่า “เวลา” ของการเป็นนักศึกษาหดหายไปเรื่อยๆ

ผมเสนอความคิดเรื่อง “ ปฏิทินชีวิต” ให้แก่กลุ่มนักศึกษา เพราะพบว่าในช่วงสิบปีหลังมานี้ นักศึกษาจำนวนมากจะไม่สนใจการเรียนรู้อะไรทั้งสิ้น การเข้าห้องเรียนก็เป็นเหมือนเด็กประถมหรือมัธยมที่ฟังครูสอนแบบเข้าหูซ้ายออกหูขวา นักศึกษาจะเลือกลงทะเบียนเรียนวิชาอะไรกับอาจารย์คนไหน ก็จะสอบถามรุ่นพี่ๆว่าวิชานั้นๆอาจารย์คนไหนให้เกรดดีกว่าคนอื่น แล้วจะแห่กันไปลง หากข้อสอบเป็นปรนัยได้ยิ่งชอบกันมาก กล่าวได้ว่าความเครียดของนักศึกษาในการสอบก็จะมีเพียงแต่วันหรือสองวันก่อนสอบเท่านั้น

ผมคิดและเสนอเรื่องนี้ พร้อมกับเตือนนักศึกษาเสมอว่า หากพวกคุณใช้เวลาที่มีค่า (อาจจะที่สุด) ในการเสาะแสวงหา “ความรู้” ไปอย่างไร้ค่าเช่นที่ทำกันอยู่ เมื่อ “ ปฏิทินชีวิตของนักศึกษา” เปลี่ยนมาจนเหลือหลักสิบหรือร้อย พวกคุณจะรู้สึกเสียใจเพราะจะปรับตัวอะไรก็ไม่ทันการแล้ว

แต่ไม่ว่าผมจะคิดอะไรเพื่อกระตุ้นนักศึกษา ก็ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จ จนเหลือวิธีสุดท้ายที่ใช้อยู่ คือ แช่งว่าหากนักศึกษาคนใดไม่อ่านหนังสือเพื่อสอบหรือทำรายงาน ขอให้ชาตินี้หาผัว/หาเมียไม่ได้ ซึ่งครั้งหนึ่งก่อนหน้านี้เคยได้ผล แต่ปัจจุบัน นักศึกษาชินเสียแล้ว ( ฮา )

ปีใหม่นี้ ผมจึงอยากจะลองเสนอท่านผู้อ่านให้ลองทำ “ ปฏิทินชีวิต” ดู แต่เพิ่มจำนวนช่องใส่ตัวเลขให้ตามตามความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ เช่น อยากจะมีอายุยืนไปอีกห้าสิบปี ก็ทำเป็นห้าช่อง และเริ่มตัวเลขที่ ๑๘,๒๕๐ วัน จากนั้น ก็ลดทีละเลขในแต่ละวัน เพื่อที่จะเตือนตัวเราเองว่าได้เดินทางไปใกล้วันสุดท้ายที่คิดเอาไว้เรื่อยๆ การเตือนเช่นนี้น่าจะมีประโยชน์ในการเร่งทำสิ่งที่อยากจะทำหรือทำตามภารกิจที่ควรจะทำ

ผมเคยเสนอความคิดนี้แก่นักศึกษาที่เรียนทางด้านศิลปะว่าให้ลองเอาไปทำขายที่ตลาดขายของกลางคืน อาจจะหาเงินมากินขนมได้ แต่นักศึกษาเหล่านั้นยืนยันกันผมว่าพวกเขาคิดว่า “ ปฏิทินชีวิต” แบบนี้คงขายได้เฉพาะในงานศพเท่านั้น และปฏิเสธที่จะลงมือทำขาย พร้อมกับหัวเราะเยาะ ( น้อยๆ ) ในไอเดียการสร้างธุรกิจรายย่อยของผม ( น่าเสียดาย ไม่อย่างนั้นแล้ว พวกเขาอาจจะรวยขึ้นมาบ้างก็ได้ )

ที่ผมเสนอให้ท่านผู้อ่านลองคิดในเรื่องนี้ ก็เพราะผม “ รู้สึก” ว่าท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนานัปการที่ซับซ้อนและกินลึกเข้ามาในจิตใจเรา ได้ทำให้คนในสังคมไทยสูญเสียจินตนาการต่ออนาคตกันมากขึ้น ชีวิตในอุดมคติของเราถูกลดลงเหลือแค่ความพึงพอใจในวันนี้เท่านั้น ดังที่จะเห็นว่าการตัดสินใจแบบชั่วแล่นเกิดขึ้นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบนท้องถนน ที่ทำงาน รวมไปถึงชีวิตคู่ (ที่หย่าร้างกันมากกว่าสี่สิบเปอร์เซ็นต์ ) ทุกอย่างถูกทำให้เป็นเรื่อง “ง่าย” หรือจะใช้คำของคนแก่รุ่นผมก็คือ “ มักง่าย​” มากขึ้น

หากเราทำ “ ปฏิทินชีวิต” ผมเชื่อว่าเราก็ต้องคิดกันว่าในแต่ละวัน เราจะต้องทำอะไรบ้าง และแต่ละอย่างที่เราทำนั้นมีคุณค่ามีความหมายอะไรต่อคนในองค์กร และคนในสังคม กระบวนการคิดแบบนี้ก็จะเริ่มเชื่อมโยงตัวเองกับเงื่อนไขแวดล้อมตัวเรามิติต่างๆมากขึ้น และก็จะเริ่มทำให้ตระหนักรู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้นมีผลกระทบไปสู่สิ่งอื่นๆอย่างไร

ปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่กำลังจะมานี้จะมาพร้อมกับสถานการณ์ใหม่ๆอีกมากมาย และบางเรื่องก็เป็นเรื่องคาดกันไปไม่ถึง เช่น เรื่องในระดับโลก เงื่อนไขอนาคตที่ไม่แน่นอนนี้ ผมหวังว่าการเอาใจใส่ในแต่ละวันอาจจะช่วยทำให้ “ เรา ” คนในสังคมไทยนิ่งมากขึ้นเพื่อจะรับกับความเปลี่ยนแปลงได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ผมขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านประสบแต่ความสุขกาย สบายใจ และมีพลังกายพลังใจในการดำเนินชีวิตประจำวันไปตลอดทั้งปีนะครับ

สวัสดี ปีใหม่ ๒๕๖๐