ผลการสำรวจความพึงพอใจของประชาชนต่อบริการภาครัฐ
โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ซึ่งปรากฏว่าประชาชนส่วนใหญ่พอใจการบริหารภาครัฐในทุกด้าน และจากผลการสำรวจดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ภาครัฐเริ่มมีการบังคับใช้พระราชบัญญัติ การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาติของทางราชการ พ.ศ. 2558 แม้ว่าก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะไม่ได้คาดหวังกันมากนัก ว่าหน่วยงานรัฐจะสามารถปรับปรุงการให้บริการประชาชนได้ตามที่คาดหวังเอาไว้
ผลการสำรวจในครั้งนี้สอดคล้องกับการจัดอันดับความยากง่าย ในการดำเนินธุรกิจของธนาคารโลก ที่เพิ่มประกาศไปก่อนหน้านั้นให้ประเทศไทยดีขึ้นจากเดิม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีการปรับปรุงการให้บริการพอสมควร โดยรัฐบาลคาดหวังว่าอันดับความยากง่ายในการดำเนินธุรกิจจะดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งนอกจากจะสะท้อนให้เห็นการทำงานของรัฐบาลแล้ว ยังเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมด้วย เพราะประเด็นนี้ถือเป็นอุปสรรคสำคัญของการดำเนินธุรกิจในไทย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจไทยหรือต่างชาติล้วนแต่เคยเผชิญปัญหาเดียวกันทั้งสิ้น
แต่ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับผลการสำรวจในครั้งนี้ ปรากฏว่าประชาชนส่วนใหญ่กว่า 80% นิยมไปขอรับบริการที่สถานที่ราชการ ในขณะที่ใช้บริการผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพียง 4.95% ซึ่งถือว่าค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับระบบราชการที่เริ่มนำระบบออนไลน์มาใช้ให้บริการประชาชน แม้ว่าความนิยมของประชาชนต้องการไปสถานที่ราชการ แต่อีกด้านก็สะท้อนให้เห็นว่ามีปัญหาบางประการของการติดต่อราชการผ่านเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ ในขณะที่ภาคเอกชนพบว่าการใช้สื่อประเภทเดียวกันมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ
ประเด็นที่น่าพิจารณาจากข้อมูลดังกล่าว คือ ประการแรก ส่วนราชการไม่มีความพร้อมในการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ แม้ว่าในแต่ละปีมีการใช้งบประมาณจำนวนมากในการจัดซื้อจัดจ้าง แต่อาจเป็นไปได้ว่าหน่วยงานภาครัฐบาลแห่งไม่มีความพร้อมากพอในการให้บริการ กล่าวคือ หน่วยราชการมีเทคโนโลยีที่ทัยสมัย แต่ไม่ใช่สำหรับการให้บริการประชาชน เป็นเพียงเทคโนโลยีที่มีไว้สำหรับการทำงานส่วนราชการเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ก็มีบางส่วนราชการที่มีความก้าวหน้าในเรื่องนี้อย่างมาก จึงต้องพิจารณาแก้ปัญหาเป็นบางหน่วยงาน
ประการที่สอง ประชาชนไม่มีความเข้าใจระบบการให้บริการสมัยใหม่ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่ากังวลอย่างมาก เนื่องจากนับจากนี้ไปประเทศไทยจะมีการให้บริการในลักษณะนี้มาก อีกทั้งนโยบายของรัฐบาลกำลังจะผลักดันเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล แต่หากประชาชนไม่นิยมหรือมีความเข้าใจในเรื่องเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นก็เป็นเรื่องยากมากที่นโยบายที่จะประสบความสำเร็จได้ ดังนั้น การให้ความรู้และสร้างความเข้าใจถึงข้อดีของเทคโนโลยี ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการหากให้สังคมไทยก้าวสู่สังคมดิจิทัล
จากข้อมูลดังกล่าวนี้เอง ชี้ให้เห็นว่าจริงๆ แล้วสังคมไทยยังขาดความพร้อมอย่างมากในการก้าวสู่ยุคดิจิทัล แม้ว่าภาคธุรกิจสมัยใหม่ปรับปรัุงการให้บริการไปค่อนข้างไกลแล้ว แต่อย่าลืมว่าส่วนราชการเองถือว่าเป็นกลไกใหญ่ของสังคม อีกทั้งประชาชนที่ใช้บริการภาครัฐก็ยังไม่มีความเข้าใจและไว้ใจเทคโนโลยี ทำให้การเตรียมความพร้อม ทั้งกลไกของรัฐเองและประชาชนจะเป็นเรื่องใหญ่ สำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังจะกลายเป็นกระแสใหญ่ในอนาคต เราเห็นว่าจากข้อมูลการสำรวจครั้งนี้ถือเป็นพื้นฐานที่ดี ว่าเรามีจุดอ่อนตรงไหนและเราจำเป็นต้องแก้่ไขในเรื่องอะไร ซึ่งจากนี้ไปปัญหาที่ซับซ้อนบางอย่าง เราอาจต้องใช้ข้อมูลเป็นพื้นฐานในการตัดสินเชิงนโยบายเพื่อแก้ปัญหาตรงจุดที่สุด









