สถาบันจิตวิทยาความมั่นคง สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
กองบัญชาการกองทัพไทย แถลงผลงานวิชาการ เรื่อง“ปัญหา การสร้างความเข้าใจและการยอมรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ในขณะที่ตามกรอบเวลาจะเริ่มประกาศยุทธศาสตร์ดังกล่าว เพื่อขับเคลื่อนประเทศในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยผู้ชี้แจงผลการศึกษาในครั้งนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับการผลักดันยุทธ์ศาสตร์ และคาดว่าในปีหน้าจะมีการขับเคลื่อนอย่างจริงจังและเรื่องใหญ่ที่ต้องดำเนินการ คือการชี้แจงความเข้าใจให้กับประชาชนเข้าใจ และเห็นความสำคัญของยุทธศาสตร์
ผลการศึกษาชิ้นนี้ ระบุว่า “การศึกษาปัญหาการสร้างความเข้าใจและยุทธศาสตร์ชาติในภาพรวม พบว่าปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อการสร้างความเข้าใจและการยอมรับคือ ปัญหาการสร้างการรับรู้ ปัญหาการสร้างการมีส่วนร่วมของแต่ละภาคส่วน ปัญหาความเข้าใจภาพรวมของยุทธศาสตร์ ทั้งในระดับภาครัฐและระดับประชาชนทั่วไป ส่วนปัญหาสำคัญของการสร้างการยอมรับ ได้แก่ ความเห็นต่างทางความคิด ความไม่เชื่อมั่นในองค์กร และปัญหาการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรให้เหมาะสม”
ยุทธศาสตร์ชาติที่กำลังจะประกาศใช้กันอยู่นี้ ถือว่าเป็นของใหม่สำหรับสังคมไทยอย่างมาก เพราะที่ผ่านมา เรามีเพียงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นแผนระยะ 5 ปี ซึ่งถือว่าเป็นแผนการพัฒนาที่ยาวที่สุดที่เคยใช้กัน แต่ไม่เคยมีแผนที่มีเวลายาวนานถึง 20 ปี ดังนั้นในช่วงแรกที่คนสงสัยว่าจะทำได้หรือไม่ก็เนื่องมาจากช่วงเวลาที่ยาวนาน ซึ่งเป็นที่รับรู้กันอยู่แล้วว่าสังคมไทยนั้นยากที่จะวางแผนในระยะยาว เพราะนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลมักจะมีการปรับเปลี่ยนเสมอเมื่อการเมืองเปลี่ยนแปลงไป
แต่อย่างไรก็ตาม หากติดตามความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันยุทธศาสตร์ในครั้งนี้ จะเห็นว่ามีการวางแผนกันอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนในอดีต และมีบทบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญถึงขั้นตอนการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงบางนโยบายได้ตามความเหมาะสมและสถานการณ์ในขณะนั้น แต่อาจกล่าวได้ว่าทิศทางและการพัฒนาประเทศนับจากนี้ไปจะถูกกำหนดโดยยุทธศาสตร์ชาติเป็นสำคัญ ดังนั้นไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองอย่างไรก็จะไม่มีผลมากนัก
อันที่จริง จากผลการศึกษาของสถาบันฯที่ชี้ให้เห็นปัญหา และอุปสรรคต่อยุทธศาสตร์ชาตินั้นในหลายด้าน แต่อาจสรุปได้เป็นปัญหาใหญ่ที่เป็นอุปสรรคสำคัญคือเรื่องความไว้วางใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยความไว้วางใจถือเป็นเรื่องใหญ่ แต่ยากในการทำให้เกิดความไว้วางใจร่วมกันได้ เพราะหากดูจากภาวะสังคมไทยในปัจจุบันที่มีความหลากหลายด้านผลประโยชน์ และการมีส่วนได้ส่วนตัวต่อการพัฒนาประเทศแล้ว จึงเป็นเรื่องยากจะเห็นไปในทิศทางเดียวกันได้
ยิ่งกว่าเราต้องไม่ลืมว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในอดีตนั้น ยังเป็นปมขัดแย้งที่ฝังลึกและพร้อมที่จะปะทุขึ้นมาได้ทุกเวลา ก็ยิ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ เพราะเมื่อคนไม่ไว้วางใจกันเสียแล้วก็เป็นเรื่องยากจะให้มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันได้ ซึ่งความเห็นต่างทางความคิด และความหลากหลายของคนในสังคมนี้เอง จะเป็นอุปสรรคในการสร้างความเข้าใจต่อยุทธศาสตร์ที่กินเวลานานถึง 20 ปี แต่เราก็หวังว่ายุทธศาสตร์ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใดๆ นั้นจำเป็นอย่างยิ่งต้องใช้เวลาสร้างความเข้าใจ และปรับเปลี่ยนให้เป็นที่ยอมรับร่วมกัน
เราเชื่อว่ายุทธศาสตร์จะประสบความสำเร็จได้ ต้องเกิดจากความไว้เนื้อเชื่อใจเท่านั้น และต้องไม่ใช่ต้นตอให้เกิดความขัดแย้งในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมาเรามีบทเรียนจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาแล้ว โดยเฉพาะแผนในช่วงต้น ที่มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว จนละเลยเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งผลที่เกิดขึ้นก็คือเราต้องมานั่งแก้ไขปัญหาสังคมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพราะเป็นแผนที่ขาดการมีส่วนร่วมและความเข้าใจของประชาชนที่ได้รับผลกระทบนั่นเอง






