ผลการทดสอบความรู้ด้านการอ่าน การใช้คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ในการดำรงชีวิต ที่
ดำเนินการโดย OECD ที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า PISA ที่ประกาศออกมาครั้งล่าสุดสะท้อนให้เราทราบได้ว่าวันหน้าผู้บริหารในบ้านเราจะเป็นอย่างไร เพราะเด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า ซึ่งถ้าดูเรื่องอื่น ๆของบ้านเราเป็นตัวอ้างอิงจะพบว่าไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ของประเทศ มูลค่า GDP มูลค่าการนำเข้า และส่งออก การผลิต และการใช้พลังงาน หรือแม้แต่ปริมาณถนนหนทาง จะพบว่าบ้านเราจะอยู่ประมาณยี่สิบกว่าๆ ไม่เกินสามสิบ เมื่อเทียบกับบ้านเมืองอื่นในโลกนี้
ดังนั้น เรื่องอะไรก็ตามแต่ที่ได้อันดับตำ่กว่ายี่สิบกว่าๆ แสดงว่าเรื่องนั้นแย่กว่าที่ควรจะเป็น เช่น อันดับของบริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ที่อยู่ราวเจ็ดสิบกว่าในการจัดอันดับโดยสหประชาชาติครั้งล่าสุดแปลว่าบริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ของบ้านเราแย่กว่าที่เราควรจะเป็น จะคิดอะไรกันเกี่ยวกับประเทศไทย 4.0 ก็ต้องตระหนักในความจริงนี้ไว้ด้วย ไม่งั้นจะกลายเป็นอลิซในดินแดนมหัศจรรย์ไปเสียเปล่าๆ เช่นเดียวผลการทดสอบ PISA ที่มีอันดับที่ราวห้าสิบกว่าๆ แสดงว่าการศึกษาพื้นฐานของเราแย่กว่าที่เราควรจะเป็น
เรื่องสำคัญมากๆ อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ค่อยกล่าวกันในข่าวคราวคือจำนวนที่แย่มีมากน้อยแค่ไหน หากว่าตามแนวทางวัดผลการทดสอบที่ PISA กำหนดขึ้นมาที่มีทั้งหมดหกอันดับ อันดับห้ากับหกเป็นอันดับที่เก่งจริงๆ เก่งชั้นนำของโลก อันดับสองเป็นอันดับตำ่สุดที่สามารถใช้ความรู้นี้ในการดำรงชีวิตได้อย่างประสบความสำเร็จในโลกยุคปัจจุบัน ถ้าลงไปถึงอันดับหนึ่งจะตามโลกไม่ทัน อยู่อย่างเสียเปรียบ ด้อยโอกาสสารพัด
ประเด็นสำคัญคือจำนวนเด็กที่เข้าทดสอบ PISA แล้วผลการทดสอบอยู่ในระดับตำ่กว่าสองลงไปมีมากน้อยคนแค่ไหน ซึ่งหมายถึงเด็กที่คิดเลขกันได้แค่ตามโจทย์ แต่ดัดแปลงใช้ในชีวิตประจำวันไม่ได้เลย ไปซื้อของชั่งได้หนึ่งกิโลกรัมกับอีกสองสามขีด คิดไม่ออกว่าเป็นเงินเท่าใด อ่านอะไรแล้วจับใจความไปบอกต่อคนอื่นไม่ได้ ซึ่ง PISA เรียกเด็กกลุ่มนี้ว่าเด็กด้อยผล หรือ Low Performer และแนะนำให้รีบเร่งปรับปรุงเด็กกลุ่มนี้โดยเร่งด่วน
กลุ่มเด็กด้อยผลในสามด้านคือ การอ่าน การใช้คณิตศาสตร์ และการใช้วิทยาศาสตร์ในการดำรงชีวิต ในบ้านเราจะมีมากถึงสามสิบหกคน จากหนึ่งร้อยคน หรือมากกว่าหนึ่งในสามคนเป็นเด็กด้อยผล ถ้าเชื่อตามPISAแปลว่าวันหน้าเราอาจมีผู้บริหารหนึ่งในสามคนที่เป็นผู้บริหารด้อยสติปัญญา
ลองคิดดูเถอะว่าถ้าคนนำอ่อนด้อยสติปัญญา จะเกิดอะไรขึ้น จะแข่งขันกับบ้านเมืองอื่นได้แค่ไหน จะมีโอกาสก้าวไกลไปได้แค่ไหน และควรจะหนักใจกับอนาคตมากขึ้น เมื่อทราบว่าผลการทดสอบเมื่อสี่ปีก่อน มีเด็กด้อยผลเพียงแค่ยี่สิบสามคนจากหนึ่งร้อยคน สามสี่ปีที่แล้วมีแค่ยี่สิบสามเปอร์เซนต์ที่เป็นเด็กด้อยผล หรือน้อยกว่าหนึ่งคนจากทั้งหมดสี่คน
ถ้ายังไม่มีการปรับปรุงกันขนานใหญ่ในเร็ววันนี้ PISA 2020 อาจมีเด็กด้อยผลเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกันกับสามสี่ปีที่ผ่านมา วันนั้นในอนาคตจะมีเด็กด้อยผลสี่สิบเก้าคน จากทั้งหมดหนึ่งร้อยคน เกือบกล่าวได้ว่าหนึ่งในสองคนเป็นเด็กด้อยผล วันหน้าจากวันนั้น อาจมีถึงครึ่งหนึ่งของผู้บริหารที่อ่อนด้อยสติปัญญา
เด็กสิงค์โปร์ที่ด้อยผลมีแค่ไม่ถึงห้าเปอร์เซนต์ เวียดนามก็มีเด็กด้อยผลแค่ไม่ถึงห้าคน บ้านเมืองที่เจริญก้าวหน้ามีเด็กด้อยผลแค่สิบสองคนจากหนึ่งร้อยคน เรามีมากกว่าถึงเกือบสามเท่า ถ้าเป็นเช่นนั้นในวันหน้า ในโลกที่การแข่งขันไร้พรมแดนมากขึ้นทุกวัน คำอ้างว่าฉันไม่เก่งแต่ฉันก็เป็นคนดี คงเป็นแค่คำพูดที่น่าฟัง
เพราะตราบเท่าทุกวันนี้ยังไม่มีงานวิจัยใดๆ ในโลกนี้ที่ยืนยันว่าคนดีอย่างเดียวสามารถทำให้เกิดการพัฒนาก้าวหน้าไปได้ มีแต่หลักฐานเชิงประจักษ์ที่บอกว่าคนเก่งที่เป็นคนดีสามารถทำให้บ้านเมืองเปลี่ยนจากด้อยพัฒนาไปเป็นพัฒนาชั้นแนวหน้าได้ในแค่ไม่กี่สิบปี และบ้านเมืองที่คนเก่งเยอะๆ สามารถยุติความขัดแย้งได้โดยสันติ ในขณะที่บ้านเมืองที่มีผู้คนด้อยปัญญาเยอะๆ ยุติความขัดแย้งด้วยการทำลายล้างกันและกัน









