ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กอปรกับเป้าหมายในการสร้าง “ชาติอัจฉริยะ”
(Smart Nation) ทำให้สิงคโปร์ได้รับยกย่องให้เป็นต้นแบบของประเทศแห่งอนาคตที่วางแผนพัฒนาประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วยการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เข้ากับเครือข่ายเทคโนโลยีที่ทันสมัย
การขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลภายใต้แนวคิดอินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things) ทำให้ความมั่นคงไซเบอร์กลายเป็นประเด็นที่รัฐบาลสิงคโปร์ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากจำเป็นต้องรับมือความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีทางไซเบอร์และอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่เพิ่มจำนวนขึ้น
รายงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติสิงคโปร์ในปี 2558 ระบุว่า อาชญากรรมไซเบอร์ในสิงคโปร์เพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 95 ขณะที่รายงานของ AIG บริษัทประกันภัยชั้นนำ แสดงให้เห็นว่า ในปี 2559 ธุรกิจประกันภัยทางไซเบอร์ในสิงคโปร์เติบโตขึ้นกว่าร้อยละ 50 เนื่องจากธุรกิจเอกชนจำนวนมากเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงต่อการถูกคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของบริษัทและก่อให้เกิดความเสียหายทางการเงินมหาศาล
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลสิงคโปร์จึงวางแผนจัดสรรงบประมาณราวร้อยละ 8 ของงบประมาณด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) ให้กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ นอกจากนี้ รัฐบาลยังทยอยออกมาตรการเพื่อรับมือกับความท้าทายในโลกไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง เช่น การก่อตั้งหน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์ (Cyber Security Agency-CSA) เพื่อกำกับดูแลงานด้านความมั่นคงไซเบอร์ในภาพรวมโดยให้ขึ้นตรงต่อสำนักนายกรัฐมนตรี และการร่างกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ฉบับใหม่ที่คาดว่าจะเสร็จสิ้นและมีผลบังคับใช้ได้จริงภายในปี 2560
ล่าสุด นายกรัฐมนตรีลี เซียน ลุง ได้เปิดตัว “แผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงไซเบอร์แห่งชาติ”ฉบับแรก (National Cybersecurity Strategy) ระหว่างการกล่าวเปิดงานสัปดาห์ไซเบอร์นานาชาติ ครั้งที่ 1 (Singapore International Cyber Week) ที่จัดขึ้นโดย CSA ระหว่างวันที่ 10-12 ตุลาคมที่ผ่านมา แผนดังกล่าวซึ่งพัฒนาขึ้นจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และภาควิชาการกว่า 50 หน่วยงาน ได้ระบุแนวทางในการส่งเสริมความมั่นคงไซเบอร์ของสิงคโปร์ไว้ 4 ประการ ได้แก่ (1) สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางไซเบอร์ให้ฟื้นคืนสภาพเดิมได้จากภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต (2) สร้างความปลอดภัยให้โลกไซเบอร์ (3) การพัฒนาระบบนิเวศทางความมั่นคงไซเบอร์ที่ตื่นตัวและมีชีวิตชีวา และ (4) ส่งเสริมความร่วมมือกับนานาชาติ
ยุทธศาสตร์ประการแรก ให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายภาคส่วน เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการถูกคุกคามและออกแบบกระบวนการจัดการกับความเสี่ยง ภายใต้แนวคิดเรื่องความยืดหยุ่นและฟื้นคืนสู่สภาพเดิมได้ (resilience) อย่างรวดเร็วหากเผชิญกับภัยคุกคาม
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมผ่านกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ฉบับใหม่ ซึ่งบังคับให้ภาคเอกชนที่เป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานทาง ICT ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด (critical infocomm infrastructure) ต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานของตน อีกทั้งยังมุ่งขยายอำนาจของ CSA ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความมั่นคงไซเบอร์กับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ
ยุทธศาสตร์ประการต่อมา สิงคโปร์วางแผนต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์ตามแผนปฏิบัติการอาชญากรรมไซเบอร์แห่งชาติปี 2559 (National Cybercrime Action Plan) หัวใจของยุทธศาสตร์นี้อยู่ที่การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอาชญากรรมไซเบอร์ในรูปแบบต่างๆ และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการใช้งานเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ถูกต้องและปลอดภัย พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังส่งเสริมความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างระบบนิเวศทางไซเบอร์ที่น่าเชื่อถือและเน้นการคุ้มครองข้อมูลของภาครัฐและข้อมูลส่วนตัวของประชาชนเป็นสำคัญ
ยุทธศาสตร์ประการที่สาม เน้นการผลิตและดึงดูดทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านความมั่นคงไซเบอร์ ซึ่งจะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนระบบนิเวศทางไซเบอร์ที่มีความตื่นตัวและมีชีวิตชีวา โดยรัฐบาลจะทำงานร่วมกับภาคธุรกิจและสถาบันอุดมศึกษา ในการออกแบบหลักสูตรความมั่นคงไซเบอร์ เพื่อพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพ พร้อมเพิ่มเม็ดเงินลงทุน ในการวิจัยและพัฒนาด้านความมั่นคงไซเบอร์ให้มากขึ้น
ยุทธศาสตร์ประการสุดท้าย สิงคโปร์เล็งเห็นว่าความมั่นคงไซเบอร์เป็นปัญหาในระดับโลก ดังนั้น การทำงานร่วมกับมิตรประเทศ โดยเฉพาะชาติอาเซียน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง สิงคโปร์มุ่งมั่นที่จะมีบทบาทเชิงรุกในการผลักดันประเด็นเรื่องความมั่นคงไซเบอร์ในเวทีหารือระดับนานาชาติ ตลอดจนส่งเสริมการเสริมสร้างขีดความสามารถและความร่วมมือด้านความมั่นคงไซเบอร์ โดยเฉพาะความร่วมมือในเชิงนโยบายและข้อกฎหมาย
แผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงไซเบอร์แห่งชาติฉบับนี้ถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งของสิงคโปร์ในการเดินหน้าตามแผนการสร้าง “ชาติอัจฉริยะ” เนื้อหาในยุทธศาสตร์ฉบับนี้อาจเป็นประโยชน์ต่อประเทศที่มีเป้าหมายใกล้เคียงกันในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านการสร้างสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัลในหลายแง่มุม
ในด้านหนึ่ง แผนยุทธศาสตร์ฉบับนี้แสดงให้เห็นว่า ความหมายของความมั่นคงในบริบทของโลกไซเบอร์แตกต่างจากความมั่นคงในความหมายทั่วไป รัฐจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองจากการเน้นป้องกันภัยคุกคามเพียงอย่างเดียวมาสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่คืนสู่สภาพเดิมได้อย่างรวดเร็วเมื่อเผชิญภัยคุกคาม โดยมีสมมติฐานว่าภัยคุกคามอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
ขณะเดียวกัน สิงคโปร์ให้ความสำคัญอย่างมากกับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคเอกชนว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมดิจิทัลจะมีความมั่นคงปลอดภัย ดังนั้น นอกจากการพัฒนากฎระเบียบและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้ทันสมัย รัฐบาลควรมีบทบาทในการคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวของประชาชนมากกว่าจะเน้นเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นอย่างไม่มีขีดจำกัด
ยิ่งไปกว่านั้น ความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในการผลิตกำลังคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านไซเบอร์และพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับธรรมชาติของโลกไซเบอร์ และมีศักยภาพในการรับมือกับภัยคุกคามต่างๆ อย่างทันท่วงทีล้วนเป็นสิ่งจำเป็นในเบื้องต้นสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมบนฐานของเทคโนโลยีดิจิทัล
สำหรับไทย ในฐานะประเทศที่กำลังพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตัล (Digital Economy) ก็จำเป็นต้องมีแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและสามารถนำไปปฏิบัติจริงด้วยเช่นกัน การศึกษากรณีประเทศสิงคโปร์คงสามารถเป็นแนวทางได้ไม่น้อยทีเดียว
----------------------------
ภาคิน นิมมานนรวงศ์
ผู้ช่วยผู้ประสานงานโครงการ “จับตาอาเซียน” ฝ่าย 1 สกว.









