วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยาสูบ: ฤาจะห่วงผู้ขายมากกว่าผู้สูบ ?

ข่าวสำคัญข่าวหนึ่งที่สังคมเฝ้าติดตามก็คือข่าวร่าง พ.ร.บ.ยาสูบที่กำลังมีการแปรญัตติ

อยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติขณะนี้ เนื่องจากมีทั้งภาคีเครือข่ายสุขภาพที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งรัดออกกฎหมายเพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนให้พ้นภัยบุหรี่ และภาคีเครือข่ายยาสูบที่คัดค้านเรื่องนี้มาโดยตลอด

เป็นที่ทราบกันดีว่าการสูบบุหรี่ก่อผลเสียทั้งต่อตัวผู้สูบเองและต่อประเทศชาติ ในปี 2538 คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลกคือ “บุหรี่ก่อความสูญเสียมากกว่าที่คุณคิด” ในการประชุมสมัชชาองค์การอนามัยโลกปี 2539 ประเทศสมาชิกได้เรียกร้องให้มีการจัดทำกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ (Framework Convention on Tobacco Control) เพื่อเป็นเครื่องมือสกัดกั้นมิให้ยาสูบแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศร่ำรวยสู่ประเทศยากจน เพื่อหยุดยั้งการเสียชีวิตของประชาชนจากการสูบบุหรี่

ปี พ.ศ. 2542 ธนาคารโลกจัดทำรายงานที่กระทรวงสาธารณสุขแปลเป็นภาษาไทยว่า พัฒนาการทางปฏิบัติ หยุดการแพร่ภัยบุหรี่ สิ่งที่รัฐต้องทำและผลได้ผลเสียทางเศรษฐกิจของการควบคุมยาสูบ รายงานได้กล่าวถึงแง่มุมต่างๆ ทางเศรษฐศาสตร์และชี้ให้เห็นความจำเป็นที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมยาสูบ

ในปี 2547 องค์การอนามัยโลกจัดทำรายงานเรื่อง Tobacco and Poverty: A Vicious Circle แสดงให้เห็นวงจรชั่วร้ายระหว่างบุหรี่กับความยากจน มีการแปลเป็นภาษาไทยและกำหนดประเด็นรณรงค์สำหรับวันงดสูบบุหรี่โลกในปีนั้นว่า “บุหรี่ ยิ่งสูบยิ่งจน” เนื่องจากผู้สูบส่วนใหญ่เป็นคนจน การสูบบุหรี่จะยิ่งทำให้จนหนักไปอีกทั้งตัวผู้สูบเองและประเทศที่ต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมากในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยด้วยโรคอันเนื่องจากการสูบบุหรี่ที่ล้วนแต่เป็นโรคร้ายและเรื้อรัง อาทิ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคถุงลมปอดพอง เป็นต้น จึงเป็นวงจรร้ายไม่รู้จบระหว่างการสูบบุหรี่กับความยากจน รายงานระบุว่ามีใครบ้างที่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการสูบบุหรี่ มีใครได้ประโยชน์ และสรุปว่าการควบคุมยาสูบเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกประเทศต้องดำเนินการ

องค์กรสำคัญระดับโลกทั้งธนาคารโลกและองค์การอนามัยโลกต่างเห็นความสำคัญและสนับสนุนให้ทุกประเทศควบคุมยาสูบ กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO FCTC) หรือที่รู้จักเรียกกันว่า “กฎหมายบุหรี่โลก” มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 ถือเป็นสนธิสัญญาฉบับเดียวของโลกที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพ เป็นนโยบายสาธารณะและสนธิสัญญาความร่วมมือระหว่างประเทศฉบับแรกขององค์การอนามัยโลก

ที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับการยอมรับจากประชาคมโลกว่าเรามีกฎหมายควบคุมยาสูบที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกฎหมายที่มีอยู่เกิดช่องโหว่ ไม่สามารถก้าวทันเล่ห์เหลี่ยมของบริษัทบุหรี่ได้ ร่าง พ.ร.บ. ยาสูบที่อยู่ระหว่างการแปรญัตตินี้เป็นการนำเอา พ.ร.บ. ที่เกี่ยวกับการควบคุมยาสูบ 2 ฉบับที่ใช้อยู่มารวมกันโดยปรับปรุงให้ทันสมัยสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้การควบคุมยาสูบของประเทศเป็นไปตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายบุหรี่โลกที่ประเทศเราได้ร่วมลงนามกับ 180 ประเทศทั่วโลก

จากรายงานสรุปสถานการณ์เฝ้าระวังเพื่อควบคุมการบริโภคยาสูบ พ.ศ. 2559 ที่จัดทำโดยสำนักควบคุมการบริโภคยาสูบ กรมควบคุมโรค และศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าในปี 2558 ประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปบริโภคยาสูบจำนวน 10.9 ล้านคน ทุกกลุ่มอายุมีอัตราการสูบบุหรี่ลดลงจากปี พ.ศ. 2556 ยกเว้นกลุ่มอายุ 19 – 24 ปี และกลุ่มอายุ 41 – 59 ปี การเปิดการค้าเสรีส่งผลให้มีการค้าบุหรี่มากขึ้น อีกทั้งบริษัทบุหรี่ก็มีกลยุทธ์ดึงดูดให้เยาวชนและสตรีมีพฤติกรรมเสี่ยงในการสูบบุหรี่มากขึ้น อัตราการสูบบุหรี่ของประชากรโดยรวมจึงลดลงไม่มากและยังไม่ถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนยุทธศาสตร์ จากรายงานของสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศพบว่าในปี 2552 ประเทศไทยมีการสูญเสียทางเศรษฐกิจจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ถึง 74,884 ล้านบาท สูงกว่าภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บได้จากยาสูบรวมกับกำไรของโรงงานยาสูบอยู่มาก

ผู้เขียนมีโอกาสรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชาพิจารณ์ที่มาจากเครือข่ายวิชาชีพหลากหลายสาขา เครือข่ายภาคประชาสังคม นักวิชาการ ครูอาจารย์ นักเรียน นักศึกษา รวมทั้งบุคลากรจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด พบว่าประชาชนแทบทุกสาขาอาชีพล้วนแต่สนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ศ.พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ ประธานสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ร่วมกับภาคีควบคุมยาสูบ 791 องค์กรได้มอบรายชื่อประชาชนกว่า 15 ล้านคนจากทุกภูมิภาคที่ร่วมลงชื่อสนับสนุนรัฐบาลและ สนช. ให้ออกกฎหมายฉบับใหม่เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนจากพิษภัยของยาสูบ จะมีก็แต่กลุ่มผู้ปลูกและผู้ค้ายาสูบเท่านั้นที่ออกมาคัดค้านทั้งๆ ที่มิได้มีการห้ามปลูกหรือห้ามจำหน่ายยาสูบแต่อย่างใด

ลองดูที่มาของกลุ่มผู้คัดค้านกัน สมาคมการค้ายาสูบไทยที่เป็นหัวหอกคัดค้านอย่างแข็งขันก่อตั้งเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2555 โดยการสนับสนุนจากผู้ขายและผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ยาสูบ รวมถึงบริษัทบุหรี่ข้ามชาติอย่างฟิลลิป มอร์ริส ด้วยเหตุนี้จึงเห็นได้ชัดถึงผู้ได้ประโยชน์ตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังการคัดค้าน

พญ.มาร์กาเร็ต ชาน ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกสนับสนุนรัฐบาลไทยในการออก พ.ร.บ. ยาสูบฉบับใหม่และไม่แปลกใจกับปฏิกิริยาจากธุรกิจยาสูบหรือกลุ่มต่างๆ ที่บริษัทบุหรี่สนับสนุนองค์กรบังหน้าออกมาต่อต้าน ทั้งยังกล่าวด้วยว่าการคัดค้านของธุรกิจยาสูบและเครือข่ายมักอยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่เป็นเท็จหรือเสนอข้อมูลเกินจริงเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการควบคุมการบริโภคยาสูบ (https://www.hfocus.org/content/2015/02/9331)

องค์การอนามัยโลกได้ถวายโล่เชิดชูพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเมื่อ พ.ศ. 2543 “ในฐานะที่ทรงเป็นผู้นำทางจิตใจที่มุ่งมั่นและกอปรด้วยพลัง ทรงเป็นแบบอย่างทางสาธารณสุข ได้ทรงสร้างแนวทางตลอดจนบริบททางวัฒนธรรม ที่สนับสนุนกิจกรรมเพื่อการไม่สูบบุหรี่ที่โดดเด่นที่สุดในเอเชีย อีกทั้งได้พระราชทานแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่แก่ราษฎรของพระองค์ ประชาชนในภูมิภาคและในโลก”

ความร่วมมือร่วมใจของประชาชน องค์กรภาคีเครือข่ายต่างๆ รวมทั้งรัฐบาลและ สนช. ในการออกกฎหมายเพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนจากพิษภัยบุหรี่จึงถือเป็นการแสดงพลังของทุกภาคส่วนเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงเป็นห่วงเยาวชนในเรื่องนี้

---------------

เกี่ยวกับผู้เขียน

รศ.ดร.สุชาดา ตั้งทางธรรม

Ph.D. (Economics), University of Hawaii โดยทุน East West Center 

อดีตเจ้าหน้าที่วิเคราะห์งบประมาณ สำนักงบประมาณ

อาจารย์ประจำสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ มสธ.

ปัจจุบันนักวิชาการอิสระ