การประกาศตัว “บอยคอต” ไม่ร่วม “สังฆกรรม” เสนอความคิดเห็น
ต่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ของพรรคเพื่อไทย อย่างออกนอกหน้าเมื่อวานนี้ คงไม่ใช่คำตอบที่จะทำให้พ.ร.บ.พรรคการเมือง ต้องสะดุดหรือหยุดนิ่งอย่างที่คิด ตรงกันข้ามหากไม่ร่วม“สังฆกรรม” ยิ่งทำให้การเดินหน้าของพ.ร.บ.พรรคการเมืองไปโลดเสียด้วยซ้ำ
ไม่คิดว่ากรธ.ต้องมาหยุดนิ่งหรือชะงัก กับการไม่เข้าร่วมของพรรคเพื่อไทยเป็นแน่นอน
อันที่จริงเนื้อหาหลายประเด็นแน่นอนมีทั้งคนเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยเป็นเรื่องธรรมดา คนที่ร่างเนื้อหา กำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมาเขาก็ต้องว่ามันดีแล้ว ส่วนนักการเมืองก็ต้องบอกว่ามันไม่ดี ไม่ชอบ ไม่เอา เข้มงวดมากเกินไปก็เป็นเรื่องปกติของคนที่ไม่ต้องการ
จริงๆ ถ้านักการเมืองหรือพรรคการเมืองทำใจเสียบ้าง ปล่อยวางเสียบ้าง ถ้าเป็นนักการเมืองมืออาชีพ มันก็ไม่จำเป็นต้องออกมาตีโพยตีพายอะไรนักหนา มาถึงขั้นนี้แล้วปล่อยวางเถอะ
ยิ่งเห็นออกมาทักท้วงประเด็นจำนวนสมาชิกที่ต้องหาให้ได้ 2 หมื่นคนใน 4 ปี เรื่อยไปจนถึงเงินสนับสนุนพรรค เงินบำรุงพรรคการเมือง
ที่แปลกใจทำไมพรรคใหญ่ๆถึงโวยวายกันไม่เลิก จริงๆถ้าพรรคการเมืองใหญ่ มีคนรักจริงก็ไม่เห็นต้องเสียศูนย์กับเรื่องอย่างนี้เลย ที่สำคัญถ้ามีประชาชนรักและศรัทธา ยังไงเขาก็พร้อมที่จะเข้ามาอยู่กันอย่างเหนียวแน่น ยกเว้นเสียแต่ว่าพรรคการเมืองนั้นๆ ใช้วิธีอื่นใดในการดึงประชาชนเข้าสังกัดมากกว่า
ส่วนเนื้อหาสาระของพ.ร.บ.พรรคการเมือง จะเป็นอย่างไรมาถึงจุดนี้แล้ว มันต้องอยู่ในสภาพ“รับๆไปเถอะ” ใครร่างใครเขียนมันก็รู้ๆ กันอยู่แล้ว จริงๆ หลายๆ ประเด็นน่าสนใจ และเป็นสิ่งที่ดีต่างหาก สำหรับการเมืองน้ำดี ไม่ต้องกลัวว่าวันข้างหน้าจะสูญเสียอะไรทั้งนั้น
การร่างพ.ร.บ.พรรคการเมืองไม่เชื่อว่าจะเป็นฝีมือใครเพียงคนเดียวที่จะมานั่งเขียน มันน่าจะมาจากความเห็นร่วมของกรธ. เพียงแต่อาจจะไม่โดนใจพรรคการเมืองที่ต้องการอย่างที่ตัวเองอยากได้มากกว่า
แต่ก็อีกนั่นแหละแปลกใจตรงที่ ทำไมพรรคเล็กถึงไม่ค่อยจะตีโพยตีพายสักเท่าไหร่ หรือเขาอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรหรือ?
อดคิดไม่ได้ว่าการที่คนการเมืองบางส่วน ออกมาตั้งแง่กับพ.ร.บ.พรรคการเมือง เพราะเมืองต้องการทำอะไรให้ประชาชนเห็นใช่ไหม นั่นหมายถึงการโยงใย “ฐานเสียง” ต้องการชี้ให้ประชาชนเห็นว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ดี ไม่ได้ช่วยอะไรหากเห็นด้วยจะมีเสียงหนุนอย่างนั้นหรือ
เอาเถอะ..วันนี้ใครจะคิดเห็นอย่างไรเอาไม่เอา คงช่วยอะไรไม่ได้แล้วเพราะมันเดินมาถึงจุดนี้แล้ว
ที่สำคัญนักการเมืองคนไหนไม่เห็นด้วย ก็เลิกเล่นการเมืองไปเลยน่าจะเหมาะสมที่สุด






