หลายครั้งที่กล่าวถึงวิกฤติปี 2551 ที่ก่อตัวจากสินเชื่อด้อยคุณภาพในสหรัฐฯ ลามไปสถาบันการเงิน โดมิโนเป็นวิกฤติระดับโลก หลายคนคิดว่าความเสียหาย
น่าจะอยู่ในประเทศจุดเริ่มต้นของปัญหาน่าแปลกที่ช่วงนั้น ตลาดหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging market equities) โดนหางเลขมากกว่า เพราะโครงสร้างตลาดขนาดเล็ก นักลงทุนกระจุกตัว และการพึ่งพาเงินต่างประเทศ โดยเฉพาะจากนักลงทุนสหรัฐฯ และยุโรป เวลาที่บ้านเค้าเกิดปัญหา เค้าก็ขายหุ้น เอาเงินกลับ ดังนั้น แม้บริษัทในตลาดยังทำธุรกิจได้ สร้างกำไรดี หนี้สินต่ำ แต่ราคาหุ้นตก
หลังวิกฤติ ราคาหุ้น Emerging market (EM) กลับฟื้นได้ไม่มาก เพราะแรงกดดันจากราคาโภคภัณฑ์ที่เป็นรายได้หลักลดลงจากความต้องการชะลอตัวของผู้บริโภครายใหญ่ ผนวกกับเงินท้องถิ่นอ่อนค่าจากดอลลาร์สหรัฐฯ แข็ง หลังคาดการณ์ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ย เห็นได้จากเงินท้องถิ่นของ EM ณ ปัจจุบันที่อ่อนค่ากว่า 10% จากจุดสูงสุดในปี 2554
ปลายไตรมาส 1 นักลงทุนเริ่มมามองหุ้น EM เพราะราคาหุ้นสหรัฐฯ เดินหน้ามานาน หุ้นยุโรปและญี่ปุ่น ขึ้นๆ ลงๆ ตามกระแสข่าวกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังไม่เห็นแววยั่งยืน หุ้นจีนมีปัจจัยเฉพาะตัว ราคาหุ้น EM จึงมีแนวโน้มดีขึ้น นักลงทุนมองการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed แบบค่อยเป็นค่อยไป โอกาสจะขึ้นเร็วและแรงแทบไม่มี เพราะสหรัฐฯ ต้องช่วยพยุงโลก ดอลลาร์สหรัฐฯ น่าจะทรงตัว เงินท้องถิ่นของ EM น่าจะมีเสถียรภาพขึ้น คาดการณ์กำไรของหุ้น EM น่าจะผ่านจุดต่ำสุดและมีสัญญาณพลิกฟื้น เห็นจากนักวิเคราะห์ปรับคำแนะนำเป็นบวกมากขึ้น โดยคาดการณ์การเติบโตของกำไรปี 2559-2560 ที่เฉลี่ย 27% และ 14% ตามลำดับ สูงกว่ากำไรของ Developed markets (DM) ที่เฉลี่ย 20% และ 12% ในช่วงเดียวกัน
มองลึกไปที่พื้นฐานเศรษฐกิจของ EM ก็ยังแข็งแรง แม้จะล้าไปบ้างจากปัจจัยภายนอกที่รุมเร้า กิจกรรมเศรษฐกิจของ EM คึกคักกว่า และการเติบโตของเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real GDP) ของ EM ก็ดีกว่า มองไปข้างหน้า คาดว่า GDP ของ EM จะโตเฉลี่ย 6% ต่อปี ขณะที่ DM โตในอัตราต่ำกว่าที่เฉลี่ย 1.5% ต่อปี
หุ้น EM โดนแรงขายเป็นระยะจากเหตุภายนอกที่แตกต่างกัน ทั้งๆ ที่พื้นฐานภายในยังรักษาไว้ได้ดี จึงเป็นสินทรัพย์ที่น่าจะเล็งไว้สำหรับลงทุนระยะยาว (18-24 เดือน) ในชั่วโมงนี้ การหาผลตอบแทนสูงๆ เสี่ยงไม่มาก เช่นอดีต นับวันจะทำได้ยากขึ้น ถ้าโลกยังสร้างความประหลาดใจได้บ่อยๆ เช่น อังกฤษละทิ้งยุโรป (BREXIT) หรือ ชัยชนะของทรัมป์ (US Election)
ราคาซื้อขายปัจจุบันของหุ้น DM สูงกว่าหุ้น EM ประมาณ 20% (เราจะเล่าถึงราคาหุ้นสูงหรือต่ำ ถูกหรือแพง ในคราวต่อๆ ไป) หุ้น DM มีสัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (PE Ratio) ใน 12 เดือนข้างหน้าที่ 15.5 เท่า สูงกว่าหุ้น EM ที่ซื้อขายอยู่ที่ 12.7 เท่า ในอนาคตช่องว่างราคาระหว่างสองตลาดควรจะแคบลง แปลง่ายๆ คือ ราคาหุ้น EM น่าจะฟื้นตัวตามหุ้น DM
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยร้อนล่าสุดคือชัยชนะของทรัมป์ ที่ทำให้หุ้น EM โดนหางเลขอีกครั้ง เพราะหลายๆ นโยบายเหมือนจะเป็นภัยต่อการค้าระหว่างประเทศและเพิ่มโอกาสให้ดอลล่าร์สหรัฐฯ แข็งค่า ทำให้สินทรัพย์ในสกุลดอลล่าร์สหรัฐฯ น่าสนใจกว่าหุ้น EM
นโยบายหลายอย่างดูดี ฟังสนุก และเรียกคะแนนได้มากในยามหาเสียง โดยเฉพาะช่วงที่คนเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง แต่การนำมาปฏิบัติอย่างรวดเร็วและจริงจังต้องผ่านการกลั่นกรอง เสียงสนับสนุนจากสมาชิกทั้งในพรรคและในสภา เพราะสงครามการค้า การขาดดุลงบประมาณ การเพิ่มภาระหนี้และต้นทุนดอกเบี้ย รวมทั้งการปล่อยดอลล่าร์สหรัฐฯ ให้แข็งขึ้น ใช่ว่าจะดีกับสหรัฐฯ เสมอไป








