การหายไปของคลื่นเสียงฝั่งซ้าย ที่รับฟังได้ทางช่อง YAMMY revolution และ Faiyen Channel
ของกลุ่มไฟเย็น, ช่อง Media Force ของอาจารย์หวาน และช่องสุรชัย แซ่ด่าน ทำให้ “คนเดือนตุลา” ภาคป่าเขา นึกถึงการปิด “วิทยุ สปท.” เมื่อ 37 ปีที่แล้ว
สถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) เป็นอาวุธสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในการทำสงครามข่าวสารกับรัฐบาลไทยสมัยนั้น
ครั้งแรก สถานีวิทยุ สปท. ส่งกระจายเสียงจากกรุงฮานอย ก่อนจะย้ายไปปักหลักอยู่ที่เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน
ปี 2522 รัฐบาลเกรียงศักดิ์ เจรจาให้พรรคคอมมิวนิสต์จีน (พคจ.) ยุติความช่วยเหลือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แลกกับทางการไทยยอมให้จีนใช้ดินแดน ขนอาวุธไปให้เขมรแดงสู้เวียดนาม
จีนจึงสั่งปิด สถานีวิทยุ สปท. ตอบสนองความต้องการของทางการไทยโดยพลัน
เล่ากันว่า ปลายปี 2521 พคจ.เสนอให้สถานีวิทยุ สปท. งดออกอากาศโจมตีรัฐบาลไทย แต่คณะกรรมการกลาง พคท. เห็นว่า ถ้าจะทำเช่นนั้น ก็ให้ปิดไปเลยดีกว่า
สัปดาห์ก่อนโน้น “กลุ่มแดงใต้ดิน” ที่พำนักอยู่ใน “ฝั่งซ้าย” คงตกอยู่ในภาวะเดียวกัน ที่ได้รับข้อเสนอให้ “งดโจมตีสถาบัน” จากนักการเมืองพรรคใหญ่
พวกเขาคงเกิดความรู้สึกเดียวกันกับบรรดาสหายไทยที่ต้องร่ำไห้ ในวันสิ้นกระบอกเสียง สปท.
เศร้าหนักขึ้นไปอีก เมื่อทราบภายหลังว่า พคจ.หักหลัง พคท. เพื่อแลกกับผลประโยชน์ของมหาอำนาจจีน
จะว่าไปแล้ว “กลุ่มแดงใต้ดิน” ยังโชคดีกว่าสหายไทยในอดีต เพราะไม่ต้องอพยพออกจาก “ฝั่งซ้าย” โดยพวกเขายังใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านต่อไป
แต่แดงใต้ดินบางราย อาจยอมรับเงื่อนไข “ปรองดอง” เพื่อการกลับมาใช้ชีวิตในบ้านเกิด
เข้าใจว่า สุรชัย แซ่ด่าน รับเงื่อนไขนี้แล้ว เขาจึงไม่โวยวาย ไม่คร่ำครวญ เหมือนคนอื่น
สรุปว่า ปิดวิทยุแดงใต้ดิน ไม่ใช่ผลงานบิ๊กป้อม ไม่ใช่ฝีมือ คสช.
หากแต่เป็นยุทธศาสตร์ของ “บิ๊กบราเธอร์” ของเสื้อแดงที่ปรารถนาจะให้ช่วงเปลี่ยนผ่านนั้น สงบเรียบร้อย








