เมื่อวันพุธที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา ผมได้รับเกียรติจาก The Swedish Trade and
Invest Council ให้มาเป็นผู้นำการอภิปรายในงาน Implementation of Industry 4.0 in the Thai Manufacturing Industry ซึ่งจัดขึ้นที่ไบเทค บางนา บนเวทีในวันนั้นมีผู้บริหารของสภาอุตสาหกรรม ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ และผู้บริหารของบริษัทข้ามชาติจากสวีเดนอีก 6 ท่าน ประเด็นหลักที่คุยกันคือ บทบาทและการเตรียมตัวของภาคธุรกิจเพื่อก้าวไปสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0
ก่อนเริ่มงานผมแอบเดินไปดูงานแสดงเครื่องจักรของบริษัทเหล่านี้ เพื่อจะเก็บข้อมูลไปใช้ในการพูดบนเวที น่าเสียดายที่ผมดูได้ไม่ครบ แต่สำหรับรายที่ผมหาเจอ เห็นได้เลยว่าเขาไปไกลกว่าเรามากทั้งในด้านการออกแบบและการใช้เทคโนโลยีดิจิตอลมาช่วยในการทำงาน จนอดคิดไม่ได้ว่าเขาน่าจะไปถึงยุค 4.0 แล้ว
พอมาฟังความเห็นของผู้บริหารบริษัทเหล่านี้บนเวที ทำให้ผมต้องคิดว่า ความเข้าใจเรื่องยุค 4.0 แบบไทยๆ ของผมคงจะต่างกับแนวคิดเรื่องสวีเดน 4.0 ที่สะท้อนผ่านมุมมองของนักธุรกิจเหล่านี้ ผมไล่ดูประเด็นที่จดไว้เลยพบว่า มีเรื่องที่เราคิดตรงกัน 2 เรื่อง และมีประเด็นที่เราคิดต่างกัน 3 เรื่อง
ประเด็นที่เหมือนกันเรื่องแรก คือ บทบาทของเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโฉมหน้ากระบวนการทั้งหมดของการทำธุรกิจ (Business Process) ให้แตกต่างไปจากเดิม ทั้งในแง่ของความเร็ว ประสิทธิภาพ คุณภาพ กระบวนการผลิต การบริหารจัดการบุคลากรและทรัพยากร ตลอดจนถึงความเชื่อมโยงกันระหว่างธุรกิจกับลูกค้า ธุรกิจกับธุรกิจ ธุรกิจกับรัฐ และธุรกิจกับสังคม การทำธุรกิจจึงต้องมีการคิดที่รอบคอบกว่าเดิม คำว่า “กำไร” ในสมการธุรกิจจึงไม่ใช่แค่ส่วนต่างระหว่างต้นทุนและรายรับในรายการเดินบัญชี แต่จะต้องเอามิติด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และจริยธรรมเข้ามาใส่ไว้ในสมการด้วย
ประเด็นที่เหมือนกันเรื่องที่สอง คือ การแข่งขันจะมีความรุนแรงมากขึ้น และจะไม่ใช่การแข่งกันบนฐานของทรัพยากรที่จับต้องได้เพียงอย่างเดียว ทุนมนุษย์จะกลายเป็นปัจจัยชี้เป็นชี้ตายของธุรกิจ ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจในยุค 4.0 จึงต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรให้เก่งขึ้นประสิทธิภาพและคุณภาพกลายเป็นสิ่งที่ต้องมาคู่กันเสมอ จะเพิ่มอย่างหนึ่งด้วยการลดอีกอย่างหนึ่งไม่ได้อีกแล้ว แต่ถ้าหากจำเป็นจะต้องเลือกระหว่างประสิทธิภาพกับคุณภาพ ยังไงคุณภาพก็ต้องมาก่อน
จากการคุยกันนอกรอบหลังเสร็จงาน ผู้บริหารท่านหนึ่งบอกว่า บริษัทของเขาเตรียมตัวรับยุค 4.0 มาประมาณ 5 ปีแล้ว บริษัทช่วยให้ทุกคนได้พัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น เพื่อให้ทำงานกับเทคโนโลยีใหม่อย่างประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตอนนี้คนของเขาทำงานเพียงสัปดาห์ละ 4 วันแต่ได้เงินเดือนเท่ากับเมื่อตอนที่ทำงาน 5 วัน เพราะสามารถผลิตสินค้าจำนวนเท่าเดิมได้โดยใช้เวลาลดลง 20% พอทำงานแค่ 4 วัน บริษัทก็สามารถลดต้นทุนค่าใช้จ่ายบางส่วนลงไปได้ ทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้น
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ พอทำงานแค่สัปดาห์ละ 4 วัน บุคลากรก็มีเวลาว่างมากขึ้น ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว มีเวลาไปออกกำลัง หรือทำงานอดิเรกทำให้อัตราการลาออก การเจ็บป่วย และปัญหาจุกจิกในบริษัทลดลงอย่างเห็นได้ชัด แถมภาพลักษณ์ของบริษัทในสายตาของลูกค้าก็ดีขึ้นอีกด้วย
ในส่วนที่ไม่เหมือนกันเรื่องแรก คือ เขามองว่ายุค 4.0 เป็นโอกาสของทุกธุรกิจ ไม่ใช่แค่เฉพาะธุรกิจบางประเภทที่ใช้เทคโนโลยีโดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิตอลเป็นหลัก โจทย์ของเขาจึงไม่ใช่การเลือกว่าจะขับเคลื่อนภาคธุรกิจหรือภาคเศรษฐกิจใด แต่เป็นการหาคำตอบว่าทำอย่างไรจึงจะนำเอายุค 4.0 ไปใส่ไว้ในธุรกิจประเภทต่าง ๆ ของเขาได้
เรื่องที่ไม่เหมือนกันอีกเรื่อง คือ เขามองว่าการปรับตัวเข้าสู่ยุค 4.0 นั้นพูดง่ายแต่ทำยาก และถ้าจะทำให้สำเร็จต้องคิดให้เยอะ เพราะเขาไม่ได้ต้องการเป็นแค่บริษัทหนึ่งในยุค 4.0 แต่เขาต้องการเป็นผู้นำในยุค 4.0 เขาไม่คิดเรื่องการนำเทคโนโลยีมาใช้ เขาคิดเรื่องจะทำอย่างไรบริษัทที่อยู่ในยุค 4.0 ถึงอยากจะใช้เทคโนโลยีจากบริษัทของเขา
เรื่องสุดท้ายที่ไม่เหมือนกัน และเป็นประเด็นที่ผมกังวลใจมากที่สุด เวลาเขาพูดถึงการพัฒนาคนเพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่ยุคสวีเดน 4.0 เขาบอกว่าการผลิตคนรุ่นใหม่และการฝึกคนที่อยู่ในตลาดแรงงานสำคัญพอๆ กัน เพราะการพัฒนาบุคลากรที่อยู่ในตลาดแรงงานจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศในทันที
เห็นความเหมือนและความต่างแบบนี้แล้ว เราคงต้องหันกลับมาคิดกันอีกทีว่าประเทศไทยจะเดินไปสู่ยุค 4.0 หากคิดแต่จะวิ่งไปข้างหน้าทั้งที่คนไทยและธุรกิจไทยส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจกันว่าอะไรคือหัวใจของยุค 4.0 นโยบายนี้อาจจะจบลงแค่การเป็นวาทกรรมในการพัฒนาที่ไม่ได้สร้างอะไรที่เป็นเนื้อหนังให้กับประเทศมากเท่าที่ควรจะเป็น






