วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

“ความเชื่อมั่น” กับการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ผมไม่มีอะไรจะคัดค้านมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียน เพื่อรับสวัสดิการ

แห่ง รัฐว่าเพียงแต่เห็นเป็นนโยบายเฉพาะหน้าเท่านั้น และเชื่อได้ว่าจะไม่ค่อยมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจสักเท่าใดนัก เพราะนโยบายแจกเงินลักษณะนี้เคยทำกันมาแล้วในหลายประเทศ และก็พบว่าไม่ได้มีผลกระตุ้นทางเศรษฐกิจ แต่ก็อาจจะมีผลทำให้คนจำนวนหนึ่งที่ได้รับเงินมีความสุขและพอใจ ได้ในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น เช่น ประเทศญี่ปุ่น ก็ทำและไม่ประสบผลสำเร็จอะไรเท่าไรนัก แต่อย่างไรก็ควรทำนะครับ เพราะคนจนตอนนี้ลำบากมากขึ้นเหลือเกิน

แต่อยากจะเสนอแนวทางอื่นๆ ดูนะครับ โดยหากเราแยกปัญหาของระบบเศรษฐกิจไทยในวันนี้ ออกเป็นสองด้านด้านแรกได้แก่ การลดลงของการบริโภค ซึ่งส่งผลโดยตรงไปสู่ด้านที่สอง ได้แก่ การไม่ลงทุนของธุรกิจเอกชน ปัญหาทั้งสองด้านนี้ทำให้การใช้จ่ายภาครัฐ กลายเป็นเครื่องยนต์เดียวในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งไม่มีพลังพอที่จะขยับสังคมเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้

ลองพิจารณาข้อมูลการสำรวจความเหลื่อมล้ำ และความยากจน จะพบว่าจำนวนคนยากจนนั้นจะอยู่ประมาณ 7 ถึง 8 ล้านคน แต่หากนับรวมคนที่อยู่ในสภาวะ “เกือบจน” ซึ่งมีจำนวนเท่าหนึ่งของคนจนน่าจะประมาณ 14 ล้านคน “คนจน” และ “คนเกือบจน” คงบริโภคทุกบาทที่หามาได้ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อได้รับเงินจากนโยบายรัฐบาล ก็ต้องนำใช้ในชีวิตประจำวันทันที แต่หลังจากเงินหมดแล้วก็คงอยู่ในสภาพเดิมต่อไป

ประเด็นสำคัญที่อยากจะให้คิดกันมากกว่าการจ่ายเงินคนจน (ย้ำว่าควรจะต้องจ่ายนะครับ) ได้แก่ การทำความเข้าใจการบริโภคที่ลดลง ของ “คนชั้นกลางระดับกลาง-กลางและกลาง-ล่าง” ซึ่งจะมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาวการบริโภคที่ลดลงนี้ เห็นได้ชัดหากท่านผู้อ่านลองพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าทั่วไปในตลาด ซึ่งล้วนแล้วแต่ละท้อนว่าคนกลุ่มนี้จะคิดหนักมาก ในการจะตัดสินใจใช้สอยอะไร รวมทั้งซื้อของกินในชีวิตปรกติประจำวัน

และหากพิจารณาเปรียบเทียบสัดส่วน “คนจน” และ “คนเกือบจน” ก็น่าจะอยู่ประมาณร้อยละยี่สิบของประชากร แต่สัดส่วนของ “คนชั้นกลางระดับกลาง-กลางและกลาง-ล่าง” น่าจะสูงกว่า โดยน่าจะอยู่ประมาณร้อยละสามสิบของประชากร ดังนั้น หากจะคิดถึงการเพิ่มอำนาจการบริโภคเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ คงต้องมองเผื่อมาสู่ “คนชั้นกลางระดับกลาง-กลางและกลาง-ล่าง” ให้มากขึ้น

ปัญหาการลดการบริโภคของ “คนชั้นกลางระดับกลาง-กลางและกลาง-ล่าง” ไม่ใช่อยู่ที่เม็ดเงินในกระเป๋าขณะนี้ หากแต่เป็นสภาวะที่พวกเขารู้สึกถึง “ความไม่มั่นคง” ในชีวิตการทำงานต่างหากคนทำงานในระบบราชการหลายแสนคน อยู่ในสภาพการจ้างงานเป็น “ลูกจ้างชั่วคราว” ที่ต่อสัญญารายปีและจะได้ต่อหรือไม่ก็ไม่มีกฏเกณฑ์ที่แน่นอน เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับหัวหน้างานการจ้างงานในลักษณะ outsource ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นในทุกหน่วยงานทั้งราชการและธุรกิจ ซึ่งส่งผลทำให้คนทำงานรู้สึกถึงความไม่มั่นคงอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำงานรับจ้างให้แก่บริษัทที่ประมูลงานได้ หรือคนในที่ทำงานที่พะวงว่าจะเกิดการ outsource ในส่วนงานของตนหรือไม่และเมื่อไร

ความรู้สึกไม่มั่นคงนี้เองจึงทำลาย “ความเชื่อมั่น” (trust) ที่เป็นฐานสำคัญสุดของระบบเศรษฐกิจหากปราศจากความเชื่อมั่นในชีวิตการทำงานของตนเองแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะถักสานความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจโดยรวมของสังคมได้ การไม่ใช้จ่ายเงินของคนร้อยละสามสิบของประชากรจึงทำให้ “ตลาด” ไม่เคลื่อนไหวซึ่งก็ส่งผลต่อเนื่องไปสู่นักลงทุนที่ทำให้ไม่กล้าที่จะลงทุนอะไร

หากมองในภาพรวมให้ดีก็จะเห็นได้ว่า การใช้จ่ายเงินของคนกลุ่มไหนที่จะส่งผลให้เกิดการขยายตัวของ “ตลาด” และจะกลายเป็นแรงดึงดูดให้เกิดการลงทุน ซึ่งจะนำมาซึ่งผลดีทั้งต่อคนจน/คนเกือบจนไปพร้อมๆกันด้วย

ดังนั้น สิ่งที่ควรจะทำในวันนี้ ก็คือการทำให้คนกลุ่มนี้รู้สึกถึงความมั่นคงในชีวิตเพิ่มมากขึ้น

รัฐบาลจะทำอะไรและอย่างไรได้บ้าง

ผมเสนอว่ารัฐบาลประกาศให้หน่วยราชการทุกหน่วยขยายเวลาของการทำงาน “ลูกจ้างชั่วคราว” โดยต่อสัญญาออกไปให้ยาวนานมากขึ้น ภายหลังผ่านการประเมินปีแรกอาจจะกำหนดไว้ว่า หลังจากปีแรกแล้วสามารถทำงานต่อเนื่องไปได้สามถึงห้าปี หลังจากนั้นก็มีโอกาสมากขึ้นในการทำงานต่อไปจนเกษียณ พร้อมกับกำหนดอายุการเกษียณให้ต่ำลง เพื่อที่จะรับคนเข้ามาทดแทนได้สะดวกขึ้น

หากเริ่มต้นในหน่วยราชการของรัฐและรัฐวิสาหกิจเช่นนี้ ก็จะกลายเป็นแรงกระตุ้นกระเพื่อมไปยังบริษัทห้างร้านต่างๆ ให้ต้องคิดในการมอง และให้ความมั่นคงแก่พนักงานมากขึ้น เพราะพวกเขาเริ่มจะหาคนทำงานด้วยได้ยากมากขึ้น

การเน้นความมั่นคงในชีวิตการทำงาน จะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะชักนำให้ “ตลาด” เคลื่อนไหวได้ และจะทำให้เรามองเห็นแนวทางที่จะดำเนินต่อไปได้อีกหลายด้านหลายมิติ

ที่กล่าวมาทั้งหมด ต้องการจะบอกเพียงว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเพื่อที่จะทำให้เกิดการจ้างงานและการบริโภคในปัจจุบันนี้ จำเป็นต้องคิดกันในรายละเอียดของชนชั้นทางสังคมให้มากขึ้น เพราะการใช้จ่ายเงินแบบเหวี่ยงแหหรือลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างเดียว จะไม่ได้นำมาซึ่งผลอย่างที่คิดหวังกันไว้