แม้ว่าจะประหลาดใจอยู่บ้างที่ผลโพลที่ผ่านมาผิดคาดโดยตลอด แต่ผลการเลือกตั้ง
ประธานาธิบดีสหรัฐในครั้งนี้ก็มิได้อยู่เหนือความคาดหมายของผู้เขียน เนื่องจากในภาพใหญ่นั้น การเข้ามาของว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมพ์ ที่ขวาจัดสุดโต่งนั้น เป็นไปตามกระแสต่อต้านโลกาภิวัฒน์ (Anti Globalization) ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในโลกตะวันตก
นับตั้งแต่ Occupy Wall Street ในสหรัฐ กระแสต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดในยุโรป ปรากฎการณ์ Brexit รวมถึงการเข้ามาของทรัมพ์ ล้วนแต่เป็นจิ๊กซอว์ที่เติมเต็มภาพเหล่านี้ทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้อ่านอาจสงสัยว่า เพราะเหตุใดผู้สมัครที่มีนโยบายสุดโต่งอย่างทรัมพ์ ที่เสนอแนวนโยบายในเชิงลบต่อเศรษฐกิจ เช่น (1) ยกเลิกข้อตกลงการค้าเสรีที่ได้ทำมาแล้วกว่า 2 ทศวรรษ (2) ตั้งกำแพงภาษีกับคู่ค้าถึงกว่า 45% (3) เนรเทศแรงงานต่างด้าวถึงกว่า 3 ล้านคน และ (4) อาจปลดผู้ว่าการธนาคารกลางออกเนื่องจากกล่าวหาว่าเธอใช้นโยบายการเงินเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง แต่เมื่อทรัมพ์ได้รับเลือกตั้ง ตลาดการเงินกลับตอบสนองในแง่บวกอย่างผิดคาด
นั่นเป็นเพราะตลาดเลือกที่จะเชื่อในนโยบายอีกด้านที่ทรัมพ์เสนอ ไม่ว่าจะเป็น (1) การลดภาษีบุคคลธรรมดา (จากสูงสุด 39.6% เป็น 33%) ภาษีนิติบุคคล (จาก 39% เป็น 15%) และยกเลิกภาษีมรดก รวมถึง (2) การสร้างโครงสร้างพื้นฐานคิดเป็นวงเงินรวม 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ตลาดคาดว่ารัฐบาลทรัมพ์จะไม่กล้านำนโยบายที่เน้นการต่อต้านโลกาภิวัฒน์มาใช้จริง ซึ่งหากทรัมพ์เลือกแต่นโยบายด้านบวกแล้วนั้น จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้น ตลาดจึงตอบรับเชิงบวกในระยะสั้น
แต่คำถามต่อไปของโลก ไม่ใช่เพียงแค่ภาพตลาดการเงินระยะสั้น ที่จะผันผวนไปตามกระแสข่าว แต่ภาพที่สำคัญคือภาพระยะยาว ว่ากระแสต่อต้านโลกาภิวัฒน์ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จะทำให้โลกเปลี่ยนผันไปเช่นไร
ซึ่งการจะตอบคำถามนี้ได้นั้น จะต้องเข้าใจว่ากระแสนี้บ่งชี้อะไร ในมุมมองของผู้เขียนกระแสดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของกระแสโลกาภิวัฒน์ที่นำโดยชาติตะวันตก เช่นยุโรปและสหรัฐ
กระแสโลกาภิวัฒน์นั้น หากกล่าวอย่างง่าย คือ การเคลื่อนย้ายที่เสรีของการค้า การบริการ การลงทุน และแรงงานประเภทต่างๆ ซึ่งแม้จะทำให้ประชากรทั่วโลกได้ประโยชน์จากสินค้าและบริการที่หลากหลายและถูกลง แต่ก็ทำให้แรงงานในประเทศที่ค่าจ้างสูงกว่าต้องตกงาน โดยเฉพาะแรงงานในสหรัฐและยุโรป เนื่องจากธุรกิจเลือกที่จะเคลื่อนย้ายไปลงทุนยังประเทศที่แรงงานถูกกว่า นอกจากนั้น สำหรับบางประเทศในยุโรปยังมีนโยบายเปิดรับผู้อพยพ ในขณะที่สหรัฐก็มีแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายจำนวนมาก ทำให้แรงงานจากต่างชาติเข้ามาแย่งงานคนในประเทศเหล่านั้น
ความล้มเหลวของกระแสโลกาภิวัฒน์ จะทำให้ในระยะสั้นนั้น กระแสสังคมโดยเฉพาะในประเทศตะวันตกจะถูกเหวี่ยงไปในทิศทางที่ขวาจัดตกขอบมากขึ้น จึงเป็นไปได้ที่หลังจากสาบานตนเข้ารับตำแหน่งแล้ว ประธานาธิบดีทรัมพ์จะประกาศนโยบายต่อต้านโลกาภิวัฒน์ต่างๆ โดยเฉพาะการปกป้องทางการค้า พร้อม ๆ กับการลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ดังนั้น ภาพเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไปในสหรัฐคือการโดดเดี่ยวตนเอง (Isolationism) ลดการค้าขายกับต่างประเทศ และหันมาผลิตและบริโภคในประเทศมากขึ้น
เมื่อสหรัฐที่เป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งทำเช่นนั้นแล้ว แนวทางที่ประเทศอื่นโดยเฉพาะในเอเชียแปซิฟิกที่ค้าขายกับสหรัฐมากเป็นอันดับต้นๆ นั้นจะทำได้มีสองทาง
ทางแรกคือการตอบโต้ทางการค้าดังเช่นในยุค ค.ศ.1930 โดยการตั้งกำแพงภาษีสินค้าและจำกัดการนำเข้าในรูปแบบโควต้าจากสหรัฐและโลกตะวันตก ในขณะที่เพิ่มปริมาณเงินอุดหนุนแก่ธุรกิจของตน ซึ่งหนทางเช่นนี้จะนำไปสู่สงครามการค้า และเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก
ทางที่สอง คือการหันมาค้ากันเองระหว่างประเทศในกลุ่มเอเชียแปซิฟิก อันจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มเติบโตมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ละทิ้งประเทศที่ทำนโยบายโดดเดี่ยวดังกล่าว ซึ่งประเทศนั้นก็จะลดความสำคัญลงไป
หนทางเช่นนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในช่วง ค.ศ.1400 โดยในยุคนั้นประเทศจีนเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับหนึ่งของโลกและได้ประโยชน์มหาศาลจากการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับทวีปยุโรปผ่านเส้นทางสายไหม แต่ในปี 1440 เป็นต้นมา จีนเปลี่ยนนโยบายและหันมาปิดประเทศ สร้างกำแพงเมืองจีน เรียกกองเรือพาณิชย์นาวีกลับประเทศ และเนรเทศชาวต่างชาติ ทำให้เศรษฐกิจจีนเริ่มตกต่ำเป็นลำดับ และทำให้ยุโรปเริ่มค้าขายกับอเมริกาจนเป็นเหตุให้เศรษฐกิจเติบโตและทำให้ชาติตะวันตกเป็นมหาอำนาจในปัจจุบัน
เมื่อวงล้อแห่งโชคชะตากำลังจะหมุนกลับ โดยกลายเป็นชาติตะวันตกที่กำลังจะปิดประเทศขณะ ที่จีนและชาติตะวันออกเริ่มมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งมากขึ้นนั้น เป็นไปได้สูงว่าในระยะต่อไป แม้ชาติเอเชียโดยเฉพาะจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอาเซียน รวมถึงอินเดีย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์นั้นจะได้รับผลกระทบจากการโดดเดี่ยวตนเองของชาติตะวันตก แต่ก็อาจเริ่มกลับมาค้าขายกันเองผ่านข้อตกลงทางการค้า RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) หรือที่เรียกว่า ASEAN +6 ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้มีมาตรฐานสูงดังข้อตกลง TPP แต่ในระยะยาวแล้วนั้น จะเป็นทางออกที่เป็นประโยชน์ที่สุดแก่ชาติเอเชีย
ทั้งนี้ ผู้เขียนมองว่า โอกาสที่หนทางที่สองจะเป็นจริงได้ขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 ประการ ประการแรกได้แก่ความจริงใจของจีน (รวมถึงยักษ์ใหญ่ระดับรอง เช่น ออสเตรเลีย อินเดีย และญี่ปุ่น) ในการเปิดประเทศและผลักดันข้อตกลงให้สัมฤทธิ์ผล
ประการที่สอง ได้แก่ เงื่อนไขที่ว่าโลกในยุคต่อไปไม่เกิด “อุบัติเหตุ” ทางการเมืองจนนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่รุนแรงไปจนถึงขั้นเกิดสงครามขึ้น ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงเมื่อพิจารณาถึงกระแสความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายซีกโลก
กระนั้นก็ตาม สัญญาณทั้งหลายบ่งชี้ว่า จุดจบของอเมริกาในการเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเริ่มต้นขึ้นแล้ว นักธุรกิจ นักลงทุน และทางการไทย พร้อมที่จะรับกับฉากใหม่ของเศรษฐกิจโลกแล้วหรือยัง
---------------
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่









