เหมือนกับว่ายุโรปจะมีแต่ข่าวร้ายอยู่เรื่อยๆ นับตั้งแต่กรีซ ดอยช์แบงก์ Brexit
มาจนถึง การโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญของอิตาลีในเดือนหน้า ที่ส่อแววจะเป็นข่าวร้ายใหม่ วันนีลองมาหามุมใสๆในเศรษฐกิจยุโรปมองกันบ้าง
โดยมุมสดใสแรกของยุโรป ได้แก่ ความโปร่งใสที่มีมากกว่าเดิมแบบผิดหูผิดตาของภาคการธนาคารในยุโรป
ทั้งนี้ ธนาคารกลางยุโรปต้องการให้ภาคการเงินมีการกำกับจากทางการที่ดี โดยที่ธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติมได้มากขึ้น ในขณะที่งบดุลต้องไม่มีหนี้เสียเยอะจนเกินไป และต้องมีเงินกองทุนอยู่มากพอที่จะรองรับความเสี่ยง ทั้งนี้ การกำกับสถาบันการเงินต้องทำในมิติของเงินกองทุน มิติการมีอัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์ที่ไม่สูงจนเกินไป และมิติการยอมรับความเสี่ยงในระดับที่เหมาะสม
นายมาริโอ ดรากิ ผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรป ย้ำว่าแม้คุณภาพสินเชื่อของแบงก์ในยุโรปจะยังไม่ถึงกับดีนัก ทว่าสิ่งที่น่าหนักใจที่สุด คือผลกำไรของแบงก์ในยุโรปมากกว่าที่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากหนี้ส่วนใหญ่ของแบงก์ยุโรปเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน
โดยความโปร่งใสที่สูงมากขึ้นของภาคสถาบันการเงินของยุโรป ส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรปเกิดขึ้นโดยไม่ต้องพะวงถึงแรงเสียดทานจากความเสี่ยงภายนอกมากนัก เนื่องจากความแข็งแรงของภาคการเงินเป็นเสมือนวัคซีนป้องกันในเบื้องต้นแล้ว
ยกตัวอย่างเช่น ภาคการเงินที่แข็งแกร่งดังกล่าว ในช่วงที่ผ่านมา ได้สามารถทำให้เศรษฐกิจยุโรปทนทานต่อผลกระทบของวิกฤตในตลาดเกิดใหม่ การลดลงอย่างหนักของราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ ผลกระทบจาก Brexit นอกจากนี้ แบงก์ที่แข็งแกร่งขึ้นยังทำให้เกิดอุปทานของสินเชื่อในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ที่สำคัญ การที่อุปทานของสินเชื่อสามารถมีภาพรวมที่ดีขึ้น แสดงออกได้อย่างชัดเจนจากทั้งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และปริมาณเงินกู้ นับตั้งแต่ปี 2014 อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารในยุโรปตกลงเกือบร้อยละ 1 สำหรับทั้งสินเชื่อครัวเรือนและสินเชื่อของบริษัทเอกชน โดยบริษัทขนาดกลางและเล็กเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการลดลงของอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว ในขณะที่ อัตราการเติบโตของปริมาณสินเชื่อเป็นบวกนับตั้งแต่ปลายปี 2014 สำหรับครัวเรือนและตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2015 และสำหรับบริษัทเอกชนนอกภาคการเงิน หลังจากที่มีการหดตัวของสินเชื่อมาหลายปี
มุมใสๆที่สองของเศรษฐกิจยุโรป ได้แก่ การที่สินเชื่อในยุโรปกลับมาขยายตัว ยังทำให้เกิดข้อดีของรูปแบบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ นั่นคือเศรษฐกิจยุโรปได้ถูกขับเคลื่อนด้วยแหล่งของการเติบโตที่มาจากภายในประเทศเป็นหลัก แทนที่จะขับเคลื่อนโดยการเติบโตจากภายนอกประเทศ
โดยในขณะนี้ อุปสงค์ภายในประเทศของยุโรปได้แทนที่อุปสงค์ของต่างประเทศ ในการทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของแหล่งการเติบโตทางเศรษฐกิจไปเรียบร้อยแล้ว โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา อุปสงค์ภายในประเทศของยุโรปซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการกระตุ้นผ่านการผ่อนคลายอย่างจริงจังของนโยบายการเงิน จนไปเพิ่มอัตราการเติบโตของจีดีพีกว่าร้อยละ 1 ต่อปี ในขณะที่ ภาคการส่งออกมิได้ส่งผลดีต่อจีดีพีอย่างมีนัยยะสำคัญแต่อย่างใด
การเปลี่ยนรูปแบบการพึ่งพาจากต่างประเทศหันมาพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเกิดภูมิคุ้มกันของเศรษฐกิจยุโรป เนื่องจากต่อจากนี้ไป ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจภาคในประเทศจะทำให้ยุโรปไม่ต้องกังวลแรงกระเพื่อมจากต่างประเทศเหมือนก่อนวิกฤตยูโรในปี 2011
ท้ายสุด จากมุมมองเศรษฐกิจภายในประเทศของยุโรป มุมสดใสที่สามของยุโรป ได้แก่ การจ้างงาน โดยในยุโรปค่อนข้างจะแตกต่างจากอเมริกา ตรงที่แม้ว่าจีดีพีของยุโรปจะยังซึมๆไม่ได้ขึ้นไปไหนไกล ทว่าอัตรากรว่างงานของยุโรปลดลงจากกว่าร้อยละ 12 ในปี 2013 มาเหลือร้อยละ 10 ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ปริมาณแรงงานรวมก็มีจำนวนมากกว่าเดิมเยอะ จากการที่อัตราการเข้าร่วมในตลาดแรงงานหรือ Labor Participation Rate สูงขึ้น
โดยที่ทั้งอัตราการว่างงานที่ลดลงและการมีผู้เข้าในตลาดแรงงานเยอะขึ้น จะส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่ฉุดอัตราเงินเฟ้อ หรือ Potential Growth สูงขึ้น รวมถึงอุปสงค์รวมก็จะสูงขึ้นด้วย
ด้วยการจ้างงานที่สูงขึ้น ยิ่งจะทำให้ลูกจ้างและผู้ใช้แรงงานกล้าจับจ่ายใช้สอย และนั่นก็จะนำไปสู่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นด้วย ซึ่งการจ้างงานที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ จะเป็นตัวช่วยให้เศรษฐกิจไม่ต้องพึ่งภาคต่างประเทศซึ่งมักจะมากับวิกฤติต่างๆ มาโดยตลอด
อย่างไรก็ดี ด้วยการเมืองยุโรปที่ในอนาคต นับวันๆ แต่ละประเทศจะมีผู้นำใหม่สไตล์ที่คล้ายๆกับโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงการที่ยังติดยึดหรือเคยชินกับการผ่อนคลายนโยบายการเงิน จนนับวันจะกลายเป็นการเสพติดแบบที่เลิกไม่ได้นั้น ก็อาจถือเป็นมุมมืดของยุโรปในปีหน้าได้เหมือนกันครับ






