ผลกระทบทั้งด้านบวก และลบของการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ
คนที่ 45 มีอะไรบ้าง?
อย่าฟังเพียงว่า “จะไม่มีผลกระทบทางลบในระยะสั้น” เพราะแปลว่าคนพูดไม่รู้ว่าผลกระทบระยะกลางและระยะยาวเป็นอย่างไร
อย่าฟังเพียงว่าเมื่อทรัมป์เป็นนักธุรกิจ สนใจแต่เรื่องการค้าขายลงทุน เขาก็จะไม่สนใจเรื่องการเมืองและความมั่นคงเท่าไหร่ และจะไม่ตอแยเรื่อง “รัฐประหาร” หรือ “ประชาธิปไตย” เหมือนกับรัฐบาลของบารัก โอบามา ดังนั้นไทยจึงควรจะยินดีปรีดา
เพราะนั่นเท่ากับเรา “เต้นตาม” สหรัฐ โดยไม่สนใจว่ามาตรฐานขั้นต่ำทางการเมืองและความมั่นคงเป็นอย่างไร
สิ่งที่แน่ๆ สำหรับการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของสหรัฐ เมื่อทรัมป์เข้านั่งทำเนียบขาวก็คือ ความไม่แน่นอนของนโยบายต่างประเทศสหรัฐต่อทั่วโลก
เราอยู่เอเชีย ค้นหาคำแถลงหรือจุดยืนของทรัมป์เรื่องเอเชีย ที่มีรายละเอียดพอจะเป็นเนื้อหาสาระที่จะวิเคราะห์ได้ก็มีน้อยมาก
แต่ผมเชื่อว่าภายใต้ทรัมป์ มหาอำนาจอย่างสหรัฐจะปรับตัวครั้งใหญ่ สิ่งที่เรียกว่า “ระเบียบโลก” หรือ World Order จะถูกปรับเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง
จะเปลี่ยนไปอย่างไรยังไม่มีใครบอกได้ (แม้แต่ทรัมป์เองก็คงยังไม่แน่ใจว่าจะเดินนโยบายต่อส่วนต่าง ๆ ของโลกอย่างไร)
แต่ตีความตามแนวทาง America First (“อเมริกาต้องมาก่อน”) ของทรัมป์ ความน่ากังวลสำหรับประเทศไทยและอาเซียนอื่น ๆ คือการ “ถอยกลับบ้าน” ของอเมริกา นำไปสู่นโยบาย “โดดเดี่ยวนิยม” (Isolationist) ซึ่งจะทำให้เกิดช่องว่างแห่งอำนาจในเวทีโลก
ประเทศเล็กอย่างเราต้องการเห็นการ “ถ่วงดุลอำนาจ” ที่เหมาะสม ไม่มีชาติยักษ์ไหนมีอิทธิพลเหนือใครจนกลายเป็น “อันธพาลระดับโลก”
แน่นอนเราไม่ต้องการเห็นสหรัฐพยายามจะเล่นบท “ตำรวจโลก” และชี้นิ้วสั่งการประเทศต่าง ๆ ให้ต้องประพฤติตนอยู่ภายใต้มาตรฐานของเขา แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่ต้องการให้อเมริกาทำตัวเป็นพ่อค้าหน้าเลือด ที่สนใจแต่เพียงเรื่องที่ตัวเองได้กำไร ไม่ถือเป็นหน้าที่ที่จะช่วยสร้างจรรโลงโลกในด้านสังคมและการเมืองที่มีคุณธรรม
ทรัมป์หาเสียงด้วยคำขวัญ Make America Great Again! แปลว่าจะทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง ซึ่งยังไม่อาจจะตีความได้ว่าที่ว่า “ยิ่งใหญ่” นั้นจะใหญ่ในแง่ไหน ใหญ่ในบ้านหรือใหญ่นอกบ้านด้วย และจะให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรู้สึกว่าตัวเอง “ใหญ่” เพื่อผลการเลือกตั้งอีก 4 ปีข้างหน้าหรือจะ “ใหญ่คับฟ้า” ในเวทีสากล
สิ่งที่ผู้คนกลัวกันคือ “ช่องว่างแห่งอำนาจ” ในการเมืองระหว่างประเทศหากทรัมป์ “ปรับสัมพันธ์” กับพันธมิตรเก่าอย่างนาโต้ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และประเทศในตะวันออกกลาง เพราะจะทำให้ “สมการแห่งอำนาจ” ในโลกเอียงกระเท่เร่ อันจะนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพ และอาจทำให้เกิดบรรยากาศสุ่มเสี่ยงกับการเกิดสงครามใหญ่ในหลาย ๆ จุดของโลกได้
บางคนบอกว่าหากทรัมป์เดินหน้าตามนโยบาย “อเมริกามาก่อน” จะเท่ากับเป็นการผลักไสให้หลาย ๆ ประเทศในย่านนี้ขยับเข้าใกล้จีนมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ และความระหองระแหงในทะเลจีนใต้ ที่คุกรุ่นมาระยะหนึ่งยิ่งทวีความรุนแรงเพราะขาด “การถ่วงดุลอำนาจ” ระหว่างสหรัฐกับจีนที่ทำให้ทุกฝ่ายต้องระมัดระวังในการดำเนินนโยบายในจุดอ่อนไหวของโลก
สำหรับไทยแล้ว ผลกระทบทันทีน่าจะเป็นเรื่องการค้าขายและลงทุนเพราะทรัมป์บอกว่าจะ “ทบทวน” ข้อตกลงทั้งหลายทั้งปวงกับทุกประเทศเพื่อไม่ให้อเมริกาต้อง “เสียเปรียบ” เหมือนที่ผ่านมา เช่นจะเพิ่มภาษีสินค้าจากจีนเข้าอเมริกาเป็น 45% เพื่อให้อุตสาหกรรมอเมริกันที่ย้ายฐานการผลิตไปจีนนั้นโอนการผลิตกลับอเมริกาเพื่อไม่ให้คนอเมริกันตกงานมากอย่างที่เป็นอยู่
หรือที่ทรัมป์บอกว่าญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้จะต้องควักกระเป๋าออกสตางค์ เพื่อสร้างระบบป้องกันตัวเองให้มากขึ้น เพราะสหรัฐจะลดงบประมาณด้านนี้ ใครจะมาหวังให้อเมริกาเป็น “เสี่ย” ออกเงินทุกเรื่องไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
ทรัมป์บอกว่าหากญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้เห็นว่าจำเป็น ต้องป้องกันตัวเองด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ก็ลงมือสร้างเองด้วยงบประมาณตัวเอง วอชิงตันจะไม่คุ้มกันด้วยอาวุธนิวเคลียร์ที่แพงแสนแพงอีกต่อไป
นั่นย่อมสร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้กับชาวโลก ที่เห็นภาพทุกประเทศสร้างสมอาวุธร้ายแรงด้วยตนเองตามแนวทาง “ตัวใครตัวมัน” จนเกิดภาวะไร้เสถียรภาพไปทั่ว
ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทรัมป์มองเกาหลีเหนือซึ่งประกาศว่าสหรัฐ เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งอย่างไร และมีแนวทางจะแก้ปัญหาความตึงเครียด ระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ให้ดีกว่าสมัยโอบามาได้อย่างไรหรือไม่
นี่เป็นเพียงบางส่วนของ “ทรัมป์กับระเบียบโลกใหม่” ที่จะต้องเป็นประเด็นสำคัญ ในการที่ไทยเราจะประเมินผลกระทบทั้งด้านบวกและลบต่อเรา
ไม่เพียงแต่ต้องรู้ว่ากติกาใหม่จะกระทบการส่งออกของไทยในอเมริกา (ที่ทุกวันนี้อยู่ที่ 11% ของทั้งหมด สูสีคู่คี่สลับเป็นเบอร์หนึ่งและสองกับการส่งออกไปจีน อย่างไร
หรือจะมีการฝึก Cobra Gold ประจำปีหรือไม่
หรือจะจี้ถามไถ่เรื่องเลือกตั้งคราวหน้าเมื่อไหร่อย่างไรเท่านั้น
ยังต้องถามเจาะลึกถึง “ประเทศไทยในบริบทของระเบียบโลกใหม่ภายใต้ลัทธิทรัมป์” อีกด้วย






