วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผลการเลือกตั้งสหรัฐกับมุมมองของพฤติกรรมศาสตร์

หลังจากผลการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาปรากฎออกมา ผมได้มีอ่านบทสัมภาษณ์ของ Leslie John

ซึ่งเป็นอาจารย์อยู่ที่ Harvard Business School และเป็นผู้ที่ศึกษาด้านพฤติกรรมของคนในองค์กรหรือที่เขาเรียกกันว่า Behavioral Science (พฤติกรรมศาสตร์) ซึ่งพยายามนำหลักการทางด้าน Behavioral Science มาอธิบายถึงผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ว่า ทำไมถึงทั้งพลิกล็อกและพลิกโลกขนาดนี้ เรียกได้ว่าหักทั้งปากกาเซียนและนักวิเคราะห์ต่างๆรวมทั้งออกมาตรงข้ามกับผลสำรวจหรือผลโพลต่างๆ อีกด้วย

Leslie ได้ให้คำอธิบายว่าสาเหตุที่โพลหรือผลสำรวจต่างๆ ที่ออกมาไม่ตรงกับผลเลือกตั้งที่เกิดขึ้น อาจจะเกิดขึ้นจากปรากฎการณ์ความมีอคติช่วงที่ประชาชนตอบโพลประการหนึ่งที่เรียกว่า Socially Desirable Responding (SDR) ตัวอย่างเช่นสุภาพสตรีย่อมไม่อยากที่จะยอมรับว่า จะลงคะแนนหรือได้ลงคะแนนเลือก Trump หลังจากที่มีทั้งภาพและเสียงปฏิกิริยาที่Trump แสดงต่อสุภาพสตรี (แต่จริงๆ แล้วสุภาพสตรีคนนั้นอาจจะเลือก Trump ก็ได้)

ส่วนสาเหตุที่บรรดาเซียนและนักวิเคราะห์ทั้งหลายคาดการณ์กันผิด ถึงผลการเลือกตั้งนั้น Leslie ก็บอกว่าเกิดจากความมั่นใจในตัวเองที่สูงเกินไป หรือ Overconfidence ของบรรดานักวิเคราะห์ เนื่องจากมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า คนมีแนวโน้มที่จะเชื่อมั่นสูงในสิ่งที่ตัวเองเชื่อถือ คนจะมีความคิดว่าความสามารถในการคาดการณ์ของตนเองนั้นจะสูงกว่าที่เป็นจริงๆ และยิ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ต่างๆ เป็นพวกต่อต้านTrump อยู่แล้วด้วย ก็ยิ่งทำความให้ความเชื่อมั่นต่อผลการพยากรณ์ของตนเองสูงจนเกินเหตุ

นอกจากนี้ Leslie ยังอธิบายด้วยว่า เมื่อสื่อมวลชนต่างๆ พยายามชี้ประเด็นให้เห็นถึงความไม่สม่ำเสมอ และไม่สอดคล้องในนโยบายต่างๆ ของ Trump นั้น จะยิ่งทำผู้สนับสนุนของ Trump เชื่อถือ Trump มากขึ้น (ดูแล้วขัดกันนะครับ) ทั้งนี้ มีปรากฎการณ์ประการหนึ่งที่เรียกว่า Psychological Reactance ที่เมื่อเรารู้สึกว่ากำลังมีใครบอกให้เราคิดหรือทำอะไรบางอยู่ เราจะมีปฏิกิริยาตอบสนองในทางที่ตรงกันข้าม กับสิ่งที่ได้รับการบอกให้ทำ ดังนั้นยิ่งสื่อมวลชนพยายามตีข่าวความไม่สม่ำเสมอในนโยบายของTrump มากขึ้นเท่าไร กลับจะยิ่งทำให้ Trump ได้รับความนิยมมากขึ้นเท่านั้น

Leslie ยังอธิบายถึงบุคลิกภาพพฤติกรรมท่าทางและความมั่นใจของ Trump กลับทำให้ Trump ได้รับคะแนนความนิยมมากขึ้น เนื่องจากมีงานวิจัยที่แสดงเห็นว่า บุคลิกภาพของผู้ที่ดูแลมีความมั่นใจสูงมากๆ (เหมือน Trump) จะทำให้คนรับรู้ว่า คนผู้นั้นเป็นคนที่มีความสามารถ มีสถานะที่สูง และมีอิทธิพลต่อบุคคลอื่นมากกว่า แม้ว่าความมั่นใจของ Trump ที่แสดงต่อผู้อื่น (เช่น การขัดคอ Clinton ตลอดการอภิปราย) ดังนั้น จึงไม่แปลกใจนะครับว่า ทำไมบุคลิกภาพและการแสดงออกของ Trump ที่ออกมาเป็นคนมั่นใจในตนเองสูงมากจะทำให้คนเชื่อถือเขามากขึ้น

Leslie ยังอธิบายด้วยว่าปัญหาของ Clinton เมื่อเทียบกับ Trump ประการหนึ่งคือการเปิดเผยข้อมูลครับ เนื่องจากมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า คนที่เปิดเผยข้อมูลนั้น จะดูน่าเชื่อถือกว่าผู้ที่พยายามที่จะปกปิดข้อมูล ถึงแม้ว่าผู้ที่เปิดเผยข้อมูลจะยอมรับว่าตนเองทำผิดแต่เมื่อเปิดเผยข้อมูลแล้วเขาก็จะดูน่าเชื่อถือกว่าผู้ที่ปกปิดข้อมูล ทีนี้เมื่อดูผู้สมัครทั้งสองราย Clinton เองไม่ได้เปิดเผยถึงข้อมูลสำคัญหลายๆ ประการทำให้ดูไม่น่าเชื่อถือในสายตาของชาวอเมริกัน

ขณะเดียวสำหรับ Trump นั้น ข้อมูลส่วนตัวบางประการที่เขาก็ไม่ได้เปิดเผย แต่ขณะเดียวกัน ก็มีหลายสถานการณ์ที่เขาเปิดเผยข้อมูลแล้วทำให้ประชาชนลืมกรณีที่เขาปกปิดข้อมูลแต่การเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ก็ทำให้ Trump ดูน่าเชื่อถือกว่า Clinton และถึงแม้ข้อมูลหลายอย่างที่ Trump เปิดเผย ดูจะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์หรือน่าเชื่อถือ แต่จากงานวิจัยแล้ว เรามักจะไม่สงสัยหรือไม่ถามต่อแหล่งหรือที่มาของข้อมูล ตราบใดที่มีข้อมูลอยู่

สุดท้ายครับ เป็นเรื่องของผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น ที่เราจะพบว่า บรรดาผู้ที่ต่อต้าน Trump จะออกมาโวยวายตามท้องถนนมากกว่าการเฉลิมฉลองของผู้สนับสนุน Trump นั้น ก็มีสาเหตุมาจากข่าวร้าย จะมีอิทธิพลต่อเรามากกว่าข่าวดี เราจะรู้สึกแย่หรือไม่ดีจากข่าวร้าย มากกว่าความรู้สึกดีใจที่เกิดขึ้นจากข่าวดีครับ

ก็ถือเป็นความพยายามใช้ทฤษฎี และผลการวิจัยทางด้านพฤติกรรมศาสตร์ มาใช้อธิบายผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นได้อย่างน่าสนใจนะครับ