พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริ
ในแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงตั้งแต่ปี 2517 มีใจความตอนหนึ่งว่า "...การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป...”
แต่แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไม่ได้รับความสนใจจากสาธารณชนในวงกว้างมากนัก เนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย มุ่งสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรม แต่จนกระทั่งเกิดวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ซึ่งนับเป็นวิกฤติทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุด ทำให้คนไทยเริ่มกลับมาสนใจแนวพระราชดำริอย่างจริงจัง จากนั้นมีการนำแนวพระราชดำริไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตและการดำเนินธุรกิจ
พระองค์ตรัสถึงแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงว่ามีความสำคัญกับสังคมไทยอย่างไร และทรงกล่าวเตือนอยู่เสมอถึงผู้ที่หลงไปกับความทันสมัย ดังพระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2536 ใจความว่า “...ถ้ามีเงินเท่านั้นๆ มีการกู้เท่านั้นๆ หมายความว่าเศรษฐกิจก้าวหน้า แล้วก็ประเทศก็เจริญมีหวังว่าจะเป็นมหาอำนาจ ขอโทษเลยต้องเตือนเขาว่า จริงตัวเลขดี แต่ว่าถ้าเราไม่ระมัดระวังในความต้องการพื้นฐานของประชาชนนั้นไม่มีทาง...”
พระองค์ทรงย้ำอีกครั้งถึงแนวทางดังกล่าว ดังพระราชดำรัสที่พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2544 ใจความว่า“...ฉันพูดเศรษฐกิจพอเพียงความหมายคือ ทำอะไรให้เหมาะสมกับฐานะของตัวเอง คือทำจากรายได้ 200-300 บาท ขึ้นไปเป็นสองหมื่น สามหมื่นบาท คนชอบเอาคำพูดของฉัน เศรษฐกิจพอเพียงไปพูดกันเลอะเทอะ เศรษฐกิจพอเพียง คือทำเป็น Self-Sufficiency มันไม่ใช่ความหมายไม่ใช่แบบที่ฉันคิด ที่ฉันคิดคือเป็น Self-Sufficiency of Economy เช่น ถ้าเขาต้องการดูทีวี ก็ควรให้เขามีดู ไม่ใช่ไปจำกัดเขาไม่ให้ซื้อทีวีดู เขาต้องการดูเพื่อความสนุกสนาน ในหมู่บ้านไกลๆ ที่ฉันไป เขามีทีวีดูแต่ใช้แบตเตอรี่ เขาไม่มีไฟฟ้า แต่ถ้า Sufficiency นั้น มีทีวีเขาฟุ่มเฟือย เปรียบเสมือนคนไม่มีสตางค์ไปตัดสูทใส่ และยังใส่เนคไทเวอร์ซาเช่ อันนี้ก็เกินไป...”
แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงยังคงพูดถึงกันไปอีกนาน แต่คนไทยที่ยึดมั่นในพระราชดำรัสต้องกลับมาถามตัวเองอีกครั้ง มีความเข้าใจแค่ไหนและจะนำไปประยุกต์ใช้กันอย่างไร






