แนวคิดการเปลี่ยนผ่านมนุษย์

แนวคิดการเปลี่ยนผ่านมนุษย์

คนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มจาก 40 ปี ในปี พ.ศ. 2480 มาเป็น 58 ปีในปี พ.ศ. 2507 หลังจากนั้น 50 ปี

ความก้าวหน้าทางการแพทย์และบริการสาธารณสุขที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทำให้อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยในปัจจุบันขยับขึ้นเป็นชาย 72 ปี และหญิง 78 ปี แม้ว่าอายุขัยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นแต่ก็เพิ่มในอัตราที่ช้าลง ระหว่างช่วง พ.ศ. 2505 - 2535 อายุขัยของคนไทยโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 15.45 ปี แต่ 20 ปี ต่อมา คนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มได้เพียง 2.45 ปีเท่านั้น เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ การเพิ่มอายุขัยของมนุษย์ดูเหมือนจะถึงจุดอิ่มตัวแล้ว โภชนาการ การออกกำลังกาย และเทคโนโลยีทางการแพทย์ อาจช่วยชะลอการเสื่อมของอวัยวะต่างๆ และทำให้อายุของมนุษย์ยืนยาวขึ้นได้บ้าง แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดการสิ้นสุดของอายุขัยได้อยู่ดี

การแสวงหาชีวิตอันเป็นนิรันดร์

อังก์ (Ankh) สัญลักษณ์ความเป็นนิรันดร์

ความพยายามยืดอายุให้ยืนยาวมีมานานตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ หนึ่งในความใฝ่ฝันสูงสุดของจักรพรรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ (Qin Shi Huang) คือ ค้นหายาอายุวัฒนะ เมื่อเสาะแสวงหาไม่ได้ ก็หันมาสร้างมหาสุสานอันใหญ่โตสำหรับเก็บรักษาพระศพเช่นเดียวกับฟาโรห์แห่งอียิปต์ เพื่อไว้เป็นที่ประทับชั่วกาลนาน  ในศตวรรษที่ 16 นักสำรวจชาวสเปน ควน ปองเซ เด เลออง (Juan Ponce de Léon) ได้ล่องเรือไปจนถึงทะเลแคริบเบียนเพื่อค้นหาน้ำพุแห่งความเยาว์วัย (Fountain of Youth)  แต่ก็ไม่พบร่องรอยใดๆ ในยุคปัจจุบัน ศาสตราจารย์โรเบิร์ต เอททิงเกอร์ (Robert Ettinger)  ผู้เขียนหนังสือ “มุ่งสู่การเป็นอมตะ(The Prospect of Immortality)” และเป็นผู้บุกเบิกกรรมวิธีแช่แข็งมนุษย์ หรือไครโอนิกส์ (Cryonics) ได้ทำการแช่แข็งร่างกายคนไข้ 106 คน รวมทั้งตนเองเพื่อหยุดความตายไว้ชั่วคราว รอเวลาที่โลกจะมีเทคโนโลยีที่สามารถช่วยชีวิตพวกเขาให้คืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง

การมาถึงของแนวคิดการเปลี่ยนผ่านมนุษย์ (Trans-Humanism)

 h+  ในวงกลม สัญลักษณ์ Trans-Humanism

เมื่อมนุษย์ยังไม่สามารถรักษาความเยาว์วัยหรือความเป็นอมตะเอาไว้ได้ ในปี ค.ศ. 1923 นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ  จอนห์ ฮาวเดนด์ (JohnHaldane) ได้จุดประกายแนวคิดการเปลี่ยนผ่านมนุษย์ หรือ Trans-Humanism ในหนังสือชื่อ  Daedalus: Science and the Future  ตัวช่วยที่ทำให้แนวคิดดังกล่าวเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในปัจจุบันคือ เทคโนโลยีชีวภาพระดับโมเลกุล (Molecular Biology) โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้มนุษย์เป็นอมตะภายใน 30 ปี จากนี้ (ค.ศ. 2045) มีหลักฐานหลายเรื่องที่สนับสนุนความเป็นไปได้ เช่น มาเรีย มิกซ์ลิตต้า (Maria Miglietta) นักวิทยาศาสตร์จาก Smithsonian Tropical Marine Institute ค้นพบแมงกะพรุนสายพันธ์ Turritopsis Nutricula ซี่งอาจจะเป็นสัตว์เพียงชนิดเดียวในโลกที่ได้สัมผัสน้ำพุแห่งความเยาว์วัยตามตำนานอย่างแท้จริง เนื่องจากมันสามารถย้อนวัยตัวเองกลับไปสู่ความเป็นหนุ่มสาวได้หลังจากผสมพันธุ์แล้ว โดยอาศัยกลไกภายในเซลล์ที่เรียกว่า Trans-Differentiation  หลักฐานอื่นที่จะช่วยให้มนุษย์เข้าไปใกล้ความเป็นอมตะมากขึ้น คือ การปลูกถ่ายอวัยวะและเนื้อเยื่อ (Organ Transplantation) ปัจจุบันอวัยวะที่สามารถปลูกถ่ายได้ คือ หัวใจ ไต ตา ตับ ปอด ตับอ่อน ลำไส้เล็ก และ ต่อมไทมัส  ส่วนเนื้อเยื่อที่ปลูกถ่ายได้ คือ กระดูก เอ็น กระจกตา ผิวหนัง ลิ้นหัวใจ และหลอดเลือดดำ  ที่น่าสนใจคือ ผลงานของ เซอร์จิโอ คานาเวโร (Sergio Canavero) ศัลยแพทย์ชาวอิตาลี ที่ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดเปลี่ยนศีรษะลิง และได้ประกาศความพร้อมที่จะผ่าตัดเปลี่ยนศีรษะมนุษย์ภายใน 2 ปี ข้างหน้า โดยที่ผู้ป่วยคนแรกที่จะรับการผ่าตัด คือ วาเลรี สปิริโดนอฟ (Valery Spiridonov) ชาวรัสเซีย ที่ป่วยเป็นโรคสูญเสียกล้ามเนื้อ ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้

Trans-Humanism ไม่ได้หยุดอยู่แค่การปลูกถ่ายอวัยวะที่เสื่อมหรือใช้การไม่ได้เท่านั้น โซแทน ไอส์วานส์ (Zoltan Istvan) ผู้สมัครประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2016 จากพรรค Trans-Humanist เดินทางหาเสียงไปทั่วประเทศโดยใช้รถบัสที่ออกแบบพิเศษ ชื่อ Immortality Bus และนำเสนอแนวคิดการฝังไมโครชิป (Microchip Implant) ขนาดเล็กเท่าเมล็ดทรายในร่างกายมนุษย์  ซึ่งจะช่วยติดตาม เก็บข้อมูลตัวตนที่สำคัญ จ่ายเงินซื้อของ ตรวจสอบการไหลเวียนของเลือด หรือแม้กระทั่งในอนาคตไว้ควบคุมหุ่นยนต์เพื่อใช้งาน โซแทน เชื่อว่าภายใน 10-15 ปี ข้างหน้า จะมี Brain Implant  คือการฝัง Smart Chip ลงในสมองของมนุษย์เพื่อเพิ่มสมรรถนะในการวิเคราะห์ และสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่าย Internet และ Social Media ได้ ตัวเขาเองก็ได้ฝังไมโครชิป RFID (Radio Frequency Identification) ไว้ในร่างกายเรียบร้อยแล้ว

อนาคตของมนุษย์ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม

ยุคของคนต่างรุ่น คือ Baby Boomer  Gen-X  Gen-Y รวมทั้ง Gen Z กำลังจะผ่านพ้นไป  อีก 30 ปีจากนี้ เราจะก้าวเข้าสู่ยุคของ Trans-Human Generation ซึ่งข้อจำกัดเรื่องอายุขัยและการแก่ชราจะหมดไป แต่ปัญหาใหม่ๆ กำลังก่อตัวขึ้นเช่นกันฟรานซิส ฟูกูยาม่า (Francis Fukuyama) ผู้ประพันธ์หนังสือ อนาคตหลังมนุษย์ (Our Post-Human Future) แสดงความกังวลว่า เทคโนโลยีชีวภาพ ที่นำมาใช้กับมนุษย์จะส่งผลกระทบทางการเมือง นั่นคือแทนที่เทคโนโลยีนี้จะเกิดประโยชน์กับคนทั่วไป กลับจะจำกัดอยู่กับชนชั้นนำ ทำให้มีโอกาสเกิดสงครามทางชนชั้นรุนแรงได้ โดยที่คนรวยจะสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทำให้พวกเขาและลูกหลานของเขา ฉลาดกว่า แข็งแรงกว่า สุขภาพดีกว่า และมีอายุยืนยาวกว่า ในอีกด้านหนึ่งความรู้ทางประสาทวิทยาและการรับรู้ เช่น Brain Implant ยังทำให้สามารถควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนหมู่มากได้ด้วย ซึ่งจะเป็นเรื่องที่อันตรายเหมือนกับที่ นวนิยาย “1984” ของ จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) และ "โลกใหม่ที่กล้าหาญ (Brave New World)" ของ อัลดัส ฮักซ์เลย์ (Aldous Huxley) ได้เคยจินตนาการเอาไว้

ยุค Trans-Human Generation  ยังคงเป็นสังคมที่มีมนุษย์จริงๆ ที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนผ่านอวัยวะหรือฝังไมโครชิป อาศัยร่วมอยู่ด้วย ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ Trans-Human Democracy เช่น สิทธิขั้นพื้นฐานของ Trans-Human  และ Human จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ คล้ายกับปัญหาการเหยียดผิว (Racism) ที่เกิดขึ้นในอดีต ในชุดหนังสือแฮรี่ พอตเตอร์  (Harry Potter) ของ เจ.เค.โรว์ลิ่ง (J.K. Rowling) สังคมของผู้มีเวทย์มนต์ จะเรียกบุคคลที่ไม่ได้เกิดในครอบครัวผู้มีเวทมนตร์ (เลือดบริสุทธิ์) ว่า มักเกิ้ล (Muggle) เด็กที่เกิดจากมักเกิ้ลจะถูกเหยียดว่าเป็นพวก “เลือดสีโคลน (Mud Blood)”  ในอนาคตมนุษย์ที่ไม่ได้เปลี่ยนผ่านอวัยวะหรือฝังไมโครชิป เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดังกล่าว หรือไม่ต้องการทำ ก็คล้ายกับผู้ไม่มีเวทย์มนต์ในโลกที่เต็มไปด้วยเวทย์มนต์ เป็นบุคคลที่ปราศจากความสามารถ ไม่มีสมรรถนะเท่า Trans-Human คนกลุ่มนี้จะโดนรังเกียจ หรือกลายเป็นชนชั้นล่างของสังคม ในอนาคต ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความงามจะไม่รุ่งโรจน์เท่ากับธุรกิจการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะหรือฝังไมโครชิป นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนอวัยวะใหม่คงทำเป็นอุตสาหกรรมจนมีราคาถูกลงกว่าการรักษาอาการเสื่อมสภาพของอวัยวะ เช่นเดียวกับที่เราถอดอะไหล่รถยนต์เก่าทิ้งและเปลี่ยนด้วยของใหม่ ซึ่งถูกกว่าซ่อมแซมให้ใช้งานต่อไปและมีภาระต้องตรวจซ่อมอยู่บ่อยๆ

ปัญหาใหม่ในการบริหารทรัพยากรบุคคล

การบริหารทรัพยากรบุคคลในองค์กรจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เมื่อเข้าสู่ยุค Trans-Human Generation สิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ในด้านบวก ปัญหาของสังคมสูงวัย (Aging Society) และอัตราการเติบโตของประชากรต่ำ ทำให้ขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิต จะบรรเทาเบาบางลง การเกษียณอายุคงหมดไปเพราะ Trans-Human สามารถคงความหนุ่มสาวไว้ได้ตลอด แต่ก็นำไปสู่ข้อจำกัดในเรื่องการบริหารเส้นทางอาชีพ (Career Path) และแผนการทดแทนตำแหน่ง (Succession Plan) ของคนรุ่นใหม่ๆ  ในเรื่องการบริหารผลงาน (Performance Management) พนักงานที่ฝัง Smart Chip ในสมองจะมีผลงานดีกว่าพนักงานทั่วไป ซึ่งในที่สุดองค์กรอาจต้องให้การฝัง Smart Chip เป็นสวัสดิการที่เบิกได้เช่นเดียวกับการเบิกค่ารักษาพยาบาล อย่างไรก็ตาม หลายเรื่องอาจเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น ปัญหาการล่วงละเมิด (Harassment) หรือการการเลือกปฏิบัติระหว่าง Human และ Trans-Human จะมาแทนที่ปัญหาการล่วงละเมิดระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง หรือนายจ้างกับลูกจ้าง  ยุคของ Trans-Human Generation ที่กำลังมาถึงในระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี จากนี้ คงเปลี่ยนรูปแบบการบริหารทรัพยากรบุคคลไปโดยสิ้นเชิง

---------------------------

ดร. ณัฐวุฒิ  พงศ์สิริ

ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร  ธนาคารแห่งประเทศไทย

[email protected]