ในเดือนกันยายนที่มาผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปเที่ยวประเทศโครเอเชีย ซึ่งเป็นประเทศเกิดใหม่อยู่ระหว่างตะวันออกกลาง
และยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ เป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานนับพันปี เป็นประเทศเกิดจากสงครามกลางเมืองในประเทศยูโกสลาเวียและแยกออกมาเป็นประเทศหลายประเทศเช่น โครเอเชีย บอสเนียเฮอร์โกวินา เซอร์เบีย และมอนเตเนโกร
โครเอเชียเป็นประเทศเล็ก มีพื้นที่ประเทศเพียง 1 ใน 10 เท่าของประเทศไทย และมีประชากรเพียง 4.3 ล้านคน ตั้งอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและคาบสมุทรบอลข่านที่สวยงาม โดยเฉพาะทางใต้ของประเทศมีเมืองท่าและเมืองท่องเที่ยวชื่อ ดูบอสนิก ที่อยู่ในทะเลอาเดรียติกอยู่ตรงข้ามของประเทศอิตาลี ความสวยงามของภูมิทัศน์ ที่มีกำแพงเมืองที่มีวิวทิวทัศน์ทะเลและเกาะที่สวยงาม ทำให้มีเรือสำราญที่ล่องเข้ามาในทะเลอาเดรียติกมาจอดแวะชมเมืองนี้ ซึ่งเป็นไฮท์ไลท์ที่สำคัญที่ไม่ควรพลาด ความสวยงามของประเทศนี้ทำให้โครเอเชียเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวชาวไทยกำลังนิยมมากขึ้นตามลำดับ สำหรับนักท่องเที่ยวในยุโรปที่สำคัญๆ ในยุโรปคือ นักท่องเที่ยวจาก เยอรมันนี ฝรั่งเศส และอิตาลี และโครเอเชียเป็นประเทศที่ได้รับความนิยมลำดับที่สูงของโลกของโลก มีภูมิประเทศ ทะเลและสถาปัตยกรรมที่งดงาม ทำให้การท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักของประเทศโครเอเชีย
ประสบการณ์ตรงของผู้เขียน คือที่ในวันแรกของการท่องเที่ยวคือใจกลางเมืองซาร์เกรบ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของโครเอเชีย มีทั้งตลาดกลางแจ้งที่เก่าแก่ที่บรรดาเกษตรกรนำผลผลิตของตนเองมาขายได้แก่ผัก ผลไม้ และถั่วนานาชนิด เช่น ถั่ววอลนัต แมคคาดาเมีย และอื่นๆ ซึ่งมีราคาย่อมเยาว์ เนื่องจากเป็นการขายตรงจากผู้ผลิต นอกจากนี้ยังมีโบสถ์เซนต์มาร์ก ที่ตั้งของหน่วยงานราชการเช่นศาลากลางเมือง และมีพระรูปพระแม่มาเรียที่เป็นที่นับถือของชาวเมือง เพราะในทศวรรษที่ 18 ที่เกิดเหตุไฟไหม้ใหญ่แต่พระรูปพระแม่มาเรียไม่ได้รับความเสียหาย พระแม่มาเรียได้รับความเคารพจากประชาชนและนักท่องเที่ยว และมีพระรูปท่านสวยงามมาก จนผู้เขียนอดเอากล้องจากกระเป๋าสะพายออกมาถ่ายรูป ก็มีความรู้สึกว่ากระเป๋าสะพายสั่นเล็กน้อย จึงหันไปมองเห็นผู้หญิงชาวโครแอทอายุประมาณ 30 ปีเศษยืนอยู่ข้างๆ เธอรีบพูดขอโทษที่มาชน ทั้งที่ๆ เป็นเวลาเช้าที่คนยังน้อย ด้วยสัญชาติญานบอกว่า ตัวเองกำลังถูกล้วงกระเป๋าแต่ก็ยังไม่แน่ใจจึงจับต้นแขนหญิงคนนั้นไว้ แล้วบอกว่าโน(ไม่) เพราะต้องการตรวจดูทรัพย์สินของตนเองก่อน พอถูกจับต้นแขนไว้เนักล้วงจึงสะบัดแขนและพร้อมออกวิ่งหนีไป ผู้เขียนจึงวิ่งไล่กวดตามไปพอดีมีน้องชายที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักเห็นจึงออกวิ่งตามมาด้วยทั้งๆที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น นักล้วงสาวคนนั้นจึงหันกลับมาและล้วงเอากระเป๋าใบเล็กที่ใส่เงินของผู้เขียนโยนแปะลงบนพื้น จึงเก็บกระเป๋ามาตรวจดูพบว่า เงินและบัตรเครดิตยังอยู่ครบ จึงไม่ได้ติดใจตามต่อไปแต่เธอนักล้วงวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนจนรองเท้าหลุดไปทั้งสองข้าง นับว่าเป็นความโชคดีที่กระเป๋าที่ถูกล้วงไปแล้วได้กลับคืนมา และคิดว่าเป็นความศักดิ์สิทธิ์ของพระแม่มาเรียที่ช่วยคุ้มครองให้แคล้วคลาด ซึ่งในอีก 4 วันถัดมามีสมาชิกทัวร์อีกคนหนึ่งก็สูญเสียกระเป๋าตังค์ไปเช่นกันโดยไม่รู้ตัวว่าสูญหายไปเช่นไรและตั้งแต่เมื่อไร แต่น่าถูกล้วงกระเป๋าไปเช่นกันทำให้ต้องมีการโทรศัพท์ขออายัดบัตรเครดิตเป็นการเร่งด่วน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากพอสมควร
เหตุการณ์ที่นักท่องเที่ยวถูกล้วงกระเป๋าที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้เกิดเฉพาะกับประเทศโครเอเชีย เพราะเท่าที่คุยกับเพื่อนๆ นักท่องเที่ยวจะถูกโจรกรรมและล้วงกระเป๋าแม้กระทั่งในประเทศยุโรปตะวันตกที่เจริญกว่า เช่น เนเธอร์แลนด์ อิตาลี ฝรั่งเศส และอื่นๆ ในการเดินทางจึงต้องระมัดระวังทรัพย์สินให้ดี โดยเฉพาะการแยกพาสปอร์ตจากกระเป๋าวอลเล็ตที่ใส่สตางค์ เพราะเสียเงินไปก็ยังเสียไปเล็กน้อย แต่หากพาสปร์ตสูญหายระหว่างการเดินทางก็จะยุ่งยากที่ต้องทำเอกสารใหม่เพื่อให้สามารถเดินทางกลับเข้าประเทศไทยได้ ที่ในบางเมือง(เมืองเล็ก) ที่ไม่มีทั้งสถานทูตและสถานกงศุล
สาเหตุของปัญหาคือประเทศในยุโรปส่วนใหญ่ยังไม่ฟื้นตัวจากสงครามกลางเมือง หรือวิกฤตเศรษฐกิจ ในปี ค.ศ. 2009 เศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังคงอ่อนแอ อัตราการว่างงานของยุโรปอยู่ถึงประมาณร้อยละ 10 ปัญหาเรื่องการโจรกรรม ตีชิงวิ่งราวทรัพย์สินนักท่องเที่ยวจึงมีอยู่อยู่สูง ซึ่งแม้ในประเทศไทยที่มีอัตราการว่างงานต่ำเองก็มีปัญหานี้ด้วยเช่นกัน เพราะเปาหมายของคนกลุ่มนี้จะมองว่านักท่องเที่ยวจะพกพาเงินจำนวนมากติดตัว ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังตัวในระหว่างการเดินทางอยู่ตอลอดเวลา
อีกเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นและพึงระวังที่อยากฝากไว้คือ การซื้อของในร้านสะดวกซื้อหรือร้านขายของที่ระลึกระหว่างเมือง เหตุการณ์ที่พบกันบ่อยคือการทอนเงินไม่ถูกต้องครบถ้วน ซึ่งไม่ทราบว่าจะไม่เจตนาหรือเป็นความตั้งใจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ นักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นเคยกับเงินสกุลท้องถิ่น โดยเฉพาะเงินเหรียญ ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็จะรับเงินทอนมาโดยไม่ตรวจสอบ ซึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวครั้งละ 50 เซนต์ หรือ 1 ยูโร เป็นจำนวนเล็กน้อย แต่สำหรับร้านค้าแล้วในแต่ละวันมีลูกค้าจำนวนมากจะทำให้มีเงินรายได้ส่วนนี้จำนวนไม่น้อยในแต่ละวัน









