วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ล้มระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติใครบ้างเป็นกรรมการฯ

พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2545 กำหนดให้มีกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมาจากผู้ดำรงตำแหน่งจากราชการ

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จากองค์กรเอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งหมดรวมกันเท่ากับ 32 คน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานกรรมการ

เราจะเห็นว่ากรรมการที่มาจากองค์กรเอกชน 5 คน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีกเจ็ดคน คือตัวแปรสำคัญที่เป็นผู้ “กำกับทิศทางในการทำงานของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพที่แท้จริง” และถ้าผู้แทนผู้ประกอบอาชีพด้านการแพทย์และสาธารณสุข มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกับกรรมการจาก 2 กลุ่มดังกล่าวข้างต้นแล้ว ก็สามารถควบคุมการทำงานของคณธกรรมการฯได้เลย เพราะในการทำงานใดๆนั้น รัฐมนตรีหรือประธานกรรมการมีไม่สามารถ “สั่งการ” ให้คณะกรรมการทำงานได้ ต้องทำตามมติ “เสียงข้างมาก” โดยประธานก็มีเพียง 1 เสียงเท่ากันกรรมการคนอื่นๆ

จึงเห็นได้ว่า กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ผ่านมานั้น มีรายชื่อของบุคคลในกลุ่มตระกูล ส.(1) ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเป็นกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมากที่สุด(2)

นอกจากกลุ่มตระกูลส.จะเข้ามาเป็นกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว ยังหมุนเวียนกันเข้ามาเป็นกรรมการ “ควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข”(2) ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ผู้มีความรู้ในด้านการแพทย์และสาธารณสุขโดยตรง บางคนก็เป็นกรรมการมาตลอดเวลา 3 วาระ กล่าวคือเป็นทั้งกรรมการหลักและกรรมการควบคุมได้แก่ น.พ.วิชัย โชควิวัฒน์ น.ส.สารี อ๋องสมหวัง น.ส.สุภัทรา นาคะผิว น.ส.ยุพดี สิริสินสุข ดำรงตำแหน่ง 2 วาระ ได้แก่ น.พ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ นางสุนทรี เซ่งกิ่ง นายนิมิตร เทียนอุดม ดำรงตำแหน่ง 1 วาระ ได้แก่นายจอน อึ้งภากรณ์ น.ส.บุญยืน ศิริธรรม น.ส.สุรีรัตน์ ตรีมรรคา น.ส.กรรณิการ กิจติเวชกุล

และถ้ามาดูตำแหน่งเลขาธิการ สปสช. ก็จะมีแค่ 2 คนเท่านั้นที่เป็นเลขาธิการ สปสช. ได้แก่ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เป็นเลขาธิการคนแรก และถึงแก่กรรมในขณะดำรงตำแหน่งในวาระที่ 2 และ น.พ.วินัย สวัสดิวร เป็นเลขาธิการคนที่ 2 และดำรงตำแหน่งติดต่อกัน 2 วาระ และถูกคำสั่งมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2557 ให้ออกจากตำแหน่งจนครบวาระ

จึงเห็นได้ว่า การทำงานของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและเลขาธิการ สปสช.และสปสช.นั้นอยู่ในการควบคุมของบุคคลนกลุ่มตระกูลส.ตลอดมา และมีความพยายามที่จะสืบทอดอำนาจการควบคุมสปสช.โดยการหมายมั่นปั้นมือจะให้ น.พ.ประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการสปสช.เข้ามาเป็นเลขาธิการสปสช.คนที่ 3 ให้ได้ แม้ไม่ผ่านมติรับรองจากคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (3) ก็ปรากฎว่ากรรมการจากภาคเอกชน (กลุ่มตระกูล ส.) ออกมาบอกว่าคะแนนมีปัญหาและไม่ยอมรับมติบอร์ด

ในขณะที่นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ ก็ไปยื่นฟ้องศาลปกครองให้ไต่สวนฉุกเฉิน (4) เพื่อขอให้ศาลยกเลิมติบอร์ดและคุ้มครองไม่ให้กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทำการสรรหาเลขาธิการคนใหม่

จากที่เขียนมาข้างต้น จึงเห็นได้ชัดเจนว่า กลุ่มบุคคลตระกูลส.คือผู้กุมอำนาจในการบริหารงานของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและสปสช.ตลอดมา และคนเหล่านี้ผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่หลายบทบาท กล่าวคือถ้าไม่สามารถชนะมติในกรรมการหลักก็จะมารวมตัวกันเป็น “กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ออกมา (5) ให้ความเห็นคัดค้านหรือโจมตีคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(5) และมีผู้อ้างเป็น “เครือข่ายสุขภาพชุมชน” (6) นำโดยนพ.สุวัฒน์ วิริยพงศ์สุกิจอดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท ได้ออกมากล่าวว่า การล้มประทีปไม่ให้เป็นเลขาสปสช.เท่ากับเป็นบันไดขั้นแรกของการ “ล้มบัตรทอง” และการเคลื่อนไหวของชมรมแพทย์ชนบท (7) เคลื่อนไหวไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพราะบอร์ดมีมติไม่รับรองหมอประทีปเป็นเลขาสปสช.

จึงเห็นได้ว่า กลุ่มคนตระกูลส.และชมรมแพทย์ชนบท ที่ “ผูกขาดการเป็นกรรมการและเลขาธิการสปสช”ตลอดมา ไม่ต้องการให้คนอื่นที่ไม่ใช่กลุ่มดังกล่าว เข้ามาบริหาร สปสช.

การบริหารสปสช.และคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ผ่านมา จึงตกอยู่ในการ “กำกับทิศทาง”จากกลุ่มคนตระกูลส.มาตลอด

นี่จึงอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและสปสช.ทำการละเมิดสิทธิผู้ป่วยตลอดมา จากการกำหนดการรักษาได้ตามที่สปสช.กำหนดเท่านั้น ไม่มีรัฐมนตรีคนไหนหรือครม.ชุดไหน สามารถแก้ไขการบริหารของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและสปสช.ได้เลยตลอดเวลา 14 ปีนับแต่มีระบบ 30 บาท

ตัวอย่างแห่งการละเมิดสิทธิผู้ป่วยและส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตในอัตราที่สูงมากของสปสช.ก็ตือวิธีการที่สปสช.ออกระเบียบบังคับให้ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายต้อง “ยอมรับการรักษาด้วยการล้างไตทางช่องท้องเป็นวิธีการแรกเท่านั้น” ทำให้เกิดผลเสียหายแก่ผู้ป่วยมากมายมีอัตราตายสูง และมีผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไตออกมาให้ความเห็นว่าควรจะยกเลิกข้อบังคับนี้ แต่ทำไมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจึงไม่ดำเนินการยกเลิกระเบียบนี้ ทั้งๆที่มีผู้ทักท้วงมากมาย(7,8)

รวมทั้งการ “บังคับให้โรงพยาบาล”ต้องใช้ยาและการรักษาเท่าที่สปสช.กำหนดนั้น” นอกจากจะทำให้เกิดผลเสียหายแก่ผู้ป่วยเช่นในกรณีที่สปสช.บังคับให้ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ต้องรับการรักษาโดยการล้างไตทางช่องท้องก่อนเท่านั้น การออกระเบียบข้อบังคับในการใช้ยา หรือเครื่องมือแพทย์ตามที่สปสช.กำหนดหรือซื้อมาให้โรงพยาบาลนั้น นับเป็นการบริหารกองทุนที่ขัดต่อหลักการธรรมาภิบาล กล่าวคือ ไม่ถูกกฎหมาย ไม่มีคุณธรรม/จริยธรรม ไม่โปร่งใส (สปสช.จะปฏิเสธความรับผิดชอบ และมักจะอ้างเสมอว่า “ตีความกฎหมายไม่เหมือนกัน” ) ไม่รับฟังความคิดเห็นจากโรงพยาบาล ซึ่งต้องรับงบประมาณจากสปสช. บริหารงานแบบมีเงินรั่วไหลออกนอกระบบ ไม่ประหยัด ไม่คุ้มค่า มีผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) และไม่รับผิดชอบ(อ้างว่ามีงบประมาณเท่าไรสปสช.ก็บริหารได้ การที่โรงพยาบาลขาดทุนเป็นเรื่องของโรงพยาบาล สปสช.ไม่เกี่ยว)

คำถามสำคัญก็คือทำไมสปสช.และคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจึงสามารถดำเนินการในสิ่งที่ไม่ถูกต้องมาได้อย่างยาวนานโดยไม่มีรัฐบาลไหนจะยื่นมือเข้าไปแก้ไขเลย

จนถึงรัฐบาลนี้ เริ่มมีการตรวจสอบสปสช.อย่างเข้มข้น โดยหลายหน่วยงานที่ตรวจสอบ ได้รายงานผลการตรวจสอบให้นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ทราบ จนมีคำสั่งตามมาตรา 44 ให้ย้ายเลขาธิการสปสช.ออกไปจากตำแหน่ง

แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าในการสอบสวนและดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้แต่อย่างใด?

ผู้เขียนพยายามหาคำตอบว่าทำไมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงไม่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพ และไม่แก้ไขการบริหารงานที่ไร้ธรรมาภิบาลของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเลย

ซึ่งน่าจะสรุปได้ว่า การที่มีกลุ่มบุคคลตระกูลส. เป็นผู้กุมอำนาจการเป็นกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และเลขาธิการสปสช.มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่เริ่มต้นระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมาจนถึงปัจจุบัน น่าจะเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้การบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก่อให้เกิดปัญหาดังกล่าวแก่ประชาชน จากการบริหารงานที่ขาดหลักธรรมาภิบาลของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและสปสช.นั่นเอง

ผู้เขียนเห็นว่าคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจะต้องแสดงความรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดจากการบริหารงานของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและสปสช. ที่ไม่สามารถรักษาคุณภาพมาตรฐานการบริการสาธารณสุข และก่อให้เกิดความเสียหายแก่คุณภาพการรักษาผู้ป่วยจากระเบียบข้อบังคับในการรักษาผู้ป่วยที่ละเมิดสิทธิผู้ป่วยที่สมควรจะได้รับการรักษาตามมาตรฐานและประชาชนต้องได้รับรู้ข้อมูลในการรักษาพยาบาลตามที่เป็นจริง โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ไม่อึมครึมหรือไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเหมือนที่เกิดขึ้นตลอดมาดังกล่าวแล้ว

เริ่มจากการเลือกเลขาธิการคนใหม่ให้ไม่ใช่คนตระกูล ส.เป็นคนแรก

----------------------

พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา