วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เข้าใจเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงิน

อาทิตย์ที่แล้ว ผมเขียนว่าทำไมธนาคารกลางสหรัฐควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนเวลาที่เหมาะสมคือเดือน

ธันวาคมปีนี้ วันนี้จึงอยากเขียนเรื่องเศรษฐกิจโลกต่อว่าภาวะปัจจุบันและแนวโน้มจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร รวมถึงประเด็นในตลาดการเงินที่นักลงทุนควรทราบ

ปีนี้เป็นอีกปีที่เศรษฐกิจโลกพยายามฟื้นตัว นำโดยการขยายตัวที่เข้มแข็งขึ้นของเศรษฐกิจสหรัฐ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเปรียบเหมือนการเดินทางไกล ที่ระหว่างทางมักจะมีปัจจัยหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ เข้ามากระทบ ทำให้การฟื้นตัวบางครั้งสะดุด เกิดภาวะชะงักงัน ไม่เป็นไปตามคาด สำหรับปีนี้มีอย่างน้อยสองเหตุการณ์ที่ได้กระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างสำคัญ

เหตุการณ์แรก คือ ตอนต้นปีเดือนมกราคม ที่ความไม่มั่นใจในนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของจีนและแรงกระทบจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐในช่วงเดือนธันวาคมก่อนหน้า ทำให้เงินทุนต่างประเทศไหลออกจากตลาดการเงินจีนรุนแรง ราคาหุ้นปรับลดลงมาก จนทางการจีนต้องปิดตลาด และออกมาตรการแทรกแซงทั้งตลาดหุ้นและตลาดอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก บั่นทอนโมเมนตั้มของการฟื้นตัว ที่สำคัญสิ่งที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นถึงความอ่อนไหวของนักลงทุนต่อประเด็นความเข้มแข็งของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และความสามารถของนโยบายที่จะดูแลแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะถ้าภาวะเศรษฐกิจโลกเกิดพลักผัน ประเด็นนี้ทำให้ธนาคารกลางประเทศอุตสาหกรรมต้องออกมาตรการเพิ่มเติม เพื่อดูแลเศรษฐกิจและสร้างความมั่นใจ

เหตุการณ์ที่สอง คือ กรณี Brexit เดือนมิถุนายน ที่ผลประชามติออกมาตรงข้ามกับที่ตลาดการเงินคาด คือ เป็นการตัดสินใจให้อังกฤษออกจากสมาชิกภาพสหภาพยุโรป ตลาดการเงินปรับตัวรุนแรง โดยเฉพาะเงินปอนด์อ่อนค่าลงมากจากการปรับพอร์ตของนักลงทุน กระทบความเชื่อมั่นเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรปและอังกฤษ และผลที่จะมีต่อเศรษฐกิจโลก

ทั้งสองเหตุการณ์ทำให้นักลงทุนมีความเข้าใจดีขึ้นเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน ความเข้มแข็ง ความอ่อนแอ รวมถึงจุดเปราะบางและประเด็นที่ต้องระวังในตลาดการเงิน เช่น

หนึ่ง แม้ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียจะดูดีขึ้นช่วงไตรมาสสองปีนี้ แต่โดยรวมแล้วพื้นฐานของเศรษฐกิจโลกยังอ่อนแอ เศรษฐกิจจีนที่เคยเป็นหัวรถจักรให้กับเศรษฐกิจโลกปัจจุบันยังอยู่ในช่วงปรับตัวสู่ระดับการขยายตัวที่มีเสถียรภาพ ล่าสุดแม้อัตราการขยายตัวได้ปรับลดลงที่ร้อยละ 6.5 แต่เศรษฐกิจก็ยังมีความเสี่ยงหลายด้านที่อาจปะทุขึ้นและกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ เช่น ปริมาณหนี้ที่สูงของบริษัทเอกชน และความเสี่ยงที่เงินทุนต่างประเทศอาจไหลออกรุนแรง ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐที่ดูดีขึ้นก็มาจากการบริโภคของครัวเรือน ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกยังอ่อนแอ ชี้ถึงข้อจำกัดที่มาจากปริมาณการค้าโลกที่ลดลง สำหรับยุโรปและส่วนอื่นของเศรษฐกิจโลก เช่น ละตินอเมริกา การฟื้นตัวโดยรวมยังอ่อนแอ เราจึงเห็นประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปีนี้มีการปรับลงค่อนข้างต่ำ คือ ประมาณ 2.6 ถึง 3.0 เปอร์เซ็นต์

สอง เศรษฐกิจโลกยังต้องพึ่งการสนับสนุนด้านนโยบายอยู่มาก เพื่อประคับประคองการฟื้นตัวและรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน ประเด็นนี้ทำให้นักลงทุนมีความเป็นห่วงในความสามารถของนโยบายทางการที่จะฟื้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาในกรณีที่สถานการณ์เศรษฐกิจโลกเกิดพลิกผัน ประเด็นนี้ได้กลายเป็นเรื่องใหญ่เหมือนตอนต้นปี หลังธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่เหมือนชี้ว่า ธนาคารกลางได้หมดเครื่องมือที่จะดูแลเศรษฐกิจแล้ว ทำให้ธนาคารกลางประเทศอุตสาหกรรมหลักอื่น ๆ ต้องออกมาตรการเพิ่มเพื่อลดความห่วงใยของนักลงทุน คือ อัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มเติม ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับสูงขึ้น และนักลงทุนก็ลืมความกังวลดังกล่าวไปชั่วคราว

สาม คือ ความสามารถของตลาดการเงินที่จะปรับตัวต่อแรงกระทบของเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยไม่เสียศูนย์หรือขาดเสถียรภาพ นี่เป็นความเข้มแข็ง ตัวอย่าง กรณี Brexit ที่ตลาดการเงินใช้เวลาน้อยกว่าหนึ่งสัปดาห์ในการปรับตัวเข้าสู่ดุลยภาพใหม่ก่อนที่จะปรับสูงขึ้น นอกจากนี้เหตุการณ์ Brexit ชี้ว่าปัจจัยด้านการเมืองสามารถมีผลต่อตลาดการเงินอย่างมีนัยสำคัญ ประเด็นนี้ทำให้ปัจจัยความไม่สงบทางการเมืองที่มีทั่วโลก (Political turmoil)  ได้เข้ามาอยู่ในเรดาห์ของนักลงทุน เพราะผลที่อาจมีต่อตลาดเงิน ท้ายสุดจากที่ตลาดการเงินปัจจุบันถูกขับเคลื่อนโดยสภาพคล่อง ความผันผวน และการลงทุนระยะสั้น ไม่ใช่โดยปัจจัยพื้นฐาน สิ่งเหล่านี้ทำให้ตลาดการเงินอ่อนไหวมากต่อข่าวหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่สร้างความไม่แน่นอน

ดังนั้น ภาวะเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกขณะนี้ จึงเหมือนช่วงสองปีที่แล้วที่เศรษฐกิจโลกอ่อนแอ แต่หุ้นหรือราคาสินทรัพย์กลับปรับสูงขึ้น โดยเป็นผลจากสภาพคล่องที่เกิดจากการอัดฉีดของธนาคารกลาง ไม่ใช่ผลจากความเข้มแข็งของเศรษฐกิจ นี่คือความไม่สอดคล้องที่มีอยู่ในตลาดการเงินโลกขณะนี้ คือ เศรษฐกิจอ่อนแอ แต่หุ้นปรับสูงขึ้น

ในทางเศรษฐศาสตร์ ความไม่สอดคล้องหรือ Divergence  นี้ เป็นสิ่งที่ไม่ถาวร จะอยู่ได้ไม่นาน และในที่สุดราคาหุ้นก็ต้องปรับลดลง กล่าวคือ ตลาดหุ้นคงไม่สามารถปรับสูงขึ้นได้ต่อเนื่อง ถ้าปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจอ่อนแออย่างที่เป็นอยู่ ดังนั้น ภาวะขาขึ้นของตลาดการเงินที่เห็นขณะนี้จึงเป็นเรื่องชั่วคราว และจะจบลงเมื่อธนาคารกลางชะลอการผ่อนคลายหรือยุติการอัดฉีดสภาพคล่อง

อันนี้จึงนำมาสู่ความสำคัญของการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่จะเกิดขึ้น การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐหมายถึงต้นทุนทางการเงินทั่วโลกจะสูงขึ้น คราวที่แล้วที่ธนาคารกลางสหรัฐขึ้นอัตราดอกเบี้ยเ ผลที่ตามมาก็คือความโกลาหลวุ่นวายในตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะจีนที่ประสบการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศรุนแรงเมื่อต้นปี ดังนั้นคราวต่อไปที่สหรัฐจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคงคล้ายกัน ทำให้ประเทศอย่างเราต้องเตรียมพร้อมและบริหารจัดการผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้ได้

ในระยะยาววิธีป้องกันที่ตรงประเด็นที่สุด คือ ทำให้เศรษฐกิจมีอัตราการขยายตัวที่ดีกว่าปัจจุบัน เพื่อลดความไม่สอดคล้องระหว่างปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจและราคาสินทรัพย์ ทำให้การปรับขึ้นของราคาสินทรัพย์สะท้อนความเข้มแข็งของเศรษฐกิจ ไม่ใช่สภาพคล่องอย่างปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดปัญหาฟองสบู่ที่มักเป็นต้นเหตุของวิกฤติเศรษฐกิจ