ยิ่งนับวันจีนก็ยิ่งจะลุย ขยายทางรถไฟ
อย่างคึกคัก เพราะเชื่อว่านี่คือการสร้าง “พลังทางเศรษฐกิจ” ที่สำคัญที่สุดสำหรับอนาคต
ล่าสุด กระทรวงการขนส่งของเขาแถลงว่าภายในปี ค.ศ. 2020 หรืออีก 4 ปีจากนี้ไป ทางการจีนจะสร้างทางรถไฟอีก 30,000 กิโลเมตร
รวมกับที่มีอยู่ปัจจุบันแล้ว ทางรถไฟทั่วประเทศของจีนจะยาวถึง 150,000 กิโลเมตร
และในความยาวทั้งหมดของรางรถไฟนี้ 11,000 กิโลเมตรจะเป็นบริการรถไฟความเร็วสูง
รวมกับที่มีอยู่ปัจจุบันแล้ว เส้นทางรถไฟความเร็วสูงของจีนจะมีทั้งหมด 30,000 กิโลเมตรที่เชื่อมต่อจังหวัดสำคัญ ๆ ทั้งหมด
ที่เน้นสร้างใหม่จะอยู่ที่ภาคกลางและตะวันตกของประเทศ
อีกด้านหนึ่งก็คือการเร่งสร้างทางรถไฟเชื่อมระหว่างเมืองในภาคต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในทุก ๆ ด้าน
ทางรถไฟไปถึงไหน กิจกรรมเศรษฐกิจก็คึกคักที่นั่น ไม่ต้องพูดถึงราคาที่ดินที่ขยับขึ้นตามการเกิดของเส้นทางรถไฟ รวมไปถึงการขยายตัวของอสังหาริมทรัพย์ และการขนส่งสินค้าจากจุดผลิตไปสู่จุดการบริโภคอย่างคล่องตัวมากยิ่งขึ้น
เป้าของเขาคือภายใน 4 ปีข้างหน้า 80% ของเมืองใหญ่ ๆ ที่มีประชากรเกิน 1 ล้านคนจะมีทางรถไฟเชื่อมต่อกับเมืองอื่น ๆ
ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา ตอนที่รถไฟความเร็วสูงเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศจีน เชื่อมระหว่างปักกิ่งกับเทียนจิน รถไฟความเร็วสูงได้ขนส่งผู้โดยสารแล้วกว่า 5,000 ล้านเที่ยว
จำนวนผู้โดยสารบนรถไฟความเร็วสูงในช่วงที่ผ่านมาโตขึ้นปีละ 30%
ทุกวันนี้ มีการเดินรถไฟ “หัวกระสุน” อย่างน้อย 4,200 ขบวนต่อวันบริการผู้โดยสารกว่า 4 ล้านคน
รถไฟคือ “ยุทธศาสตร์” ทางเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับรัฐบาลจีน โดยจะเปิดทางให้เอกชนสามารถลงทุนเคียงคู่กับรัฐบาลในหลาย ๆ กรณีเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ ทำให้เกิด “กลุ่มธุรกิจ” ที่เรียกว่า “คลัสเตอร์”ในจุดต่าง ๆ ทั่วประเทศ อีกทั้งยังกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในโครงการที่อยู่อาศัย และสำนักงานอย่างคึกคักไปทั่ว
ผมได้ข่าวว่าจีนกำลังวิจัยเพื่อสร้าง “รถไฟหัวกระสุนอนาคต” ที่จะวิ่งได้เร็วถึง 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถจะปรับขนาดของล้อวิ่งให้เข้ากับขนาดของรางทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างคล่องแคล่วอีกด้วย
ที่ผมเอาเรื่องแผนขยายเครือข่ายรถไฟความเร็วสูง ของจีนในอนาคตมาเล่าก็เพื่อให้คนไทยได้เข้าใจว่า ทำไมจีนจึงพยายามจะสร้างรถไฟในประเทศต่าง ๆ แถบนี้ รวมทั้งในไทย... เพราะนี่คือ “ยุทธศาสตร์” ที่ไม่ใช่เพียงแค่ในบ้านของเขาเท่านั้น แต่ยังเตรียมจะเชื่อมกับเพื่อนบ้านต่อเนื่องไปถึง “เครือข่ายระดับโลก” ทีเดียว
สำหรับจีนแล้ว “เล็ก ๆ ไม่...ใหญ่ ๆ ทำ” จริง ๆ






