“จีนกับพม่าเชื่อมต่อกันทั้งด้วยแม่น้ำและภูเขา...”
นี่คือวาทะเชิงศิลป์ของนายกฯ หลี่เค่อเฉียง ของจีนกล่าวต่ออาคันตุกะจากพม่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
พอ อองซานซูจี ก้าวลงที่ปักกิ่งเมื่อไม่กี่วันก่อน เพื่อการเยือนอย่างเป็นทางการ 5 วัน นั่นย่อมถือเป็นการไปเหยียบดินแดนจีนครั้งแรก หลังจากที่เธอชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น คนเฝ้าเมืองการเมืองระหว่างประเทศ ก็จับตาว่าเธอจะวางตัวอย่างไรเพื่อถ่วงดุลระหว่างมหาอำนาจในโลกโดยเฉพาะระหว่างจีนกับสหรัฐ
และทำไมหัวข้อเจรจาหลักจึงเป็นเรื่องเขื่อน?
ประเด็นแรกที่น่าสนใจคือหลังจากขึ้นมาเป็น “ที่ปรึกษาแห่งรัฐ” และรัฐมนตรีต่างประเทศ มีอำนาจบารมีเหนือประธานาธิบดีด้วยซ้ำ อองซานซูจีไปเยือนลาวก่อนเป็นประเทศแรก หลังจากนั้นก็มาเยี่ยมประเทศไทย ถือเป็นสองประเทศเพื่อนบ้านที่เธอให้ความสำคัญ
และเมื่อเธอประกาศว่าจะไปประเทศจีนก่อนไปอเมริกา ก็ต้องถือว่านี่เป็นการวาง “ลำดับความสำคัญ” ที่มีนัยทางด้านยุทธศาสตร์การทูตอย่างสำคัญยิ่ง
เพราะอเมริกาอยู่เบื้องหลัง การผลักดันให้พม่าก้าวพ้นระบอบทหาร มาสู่การเลือกตั้งที่ให้ประชาชนคนพม่าตัดสินชะตากรรมของตน
จีนเคยได้ประโยชน์อย่างมากในยามที่กองทัพปกครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ แต่เมื่อความเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์เกิดขึ้น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในพม่า ผู้นำจีนก็ปรับตัวอย่างรวดเร็ว เชิญอองซานซูจี ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านไปเยือนจีน จับมือถ่ายรูปกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง อย่างเปิดเผย
จีนทุ่มเงินลงทุนในพม่าหลายโครงการ ที่ดูเหมือนจะเป็นข่าวมากที่สุดคือ เขื่อนมิตโสน (Myitsone Dam) ซึ่งถูกระงับยับยั้งการก่อสร้างไปในปี 2011 เพราะชาวบ้านและเอ็นจีโอจำนวนหนึ่ง ได้ลุกขึ้นต่อต้านด้วยเกรงจะเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม และการครอบงำของจีนในระบบเศรษฐกิจของพม่า
เขื่อนนี้เป็นโครงการลงทุนร่วมระหว่างสองประเทศ ใช้งบประมาณไม่น้อยกว่า 125,000 ล้านบาท
เป็นโครงการที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับพม่า เป็นการทดสอบว่าจีนจะสามารถโน้มน้าว ให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เชื่อในประโยชน์ของโครงการนี้ต่อประชาชนคนพม่าอย่างแท้จริงหรือไม่
จะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าการที่ปักกิ่งได้โครงการนี้ มิได้เกิดจากประโยชน์ ระหว่างผู้นำจีนกับผู้นำทหารของพม่าเท่านั้นเอง
พออองซานซูจี นั่งลงเจรจากับฝ่ายจีนที่นำโดยนายกฯหลี่เค่อเฉียง หัวข้อเรื่องนี้ก็กลายเป็นประเด็นหลักจริงอย่างที่มีการคาดการณ์กัน
และดูเหมือนทั้งสองฝ่ายจะตระหนักดีว่า หากการมาเยือนจีนของผู้นำพม่า จะมีภาพว่าประสบความสำเร็จ ก็จะต้องมีทางออกสำหรับหัวข้อละเอียดอ่อนเรื่องนี้
แถลงข่าวครั้งแรกมาจากรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศ หลิวเจินหมิน ที่บอกว่ารัฐบาลพม่าภายใต้การนำของอองซานซูจี จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อหาทางออกเกี่ยวประเด็นเขื่อนแห่งนี้โดยเน้นว่า “เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับทั้งสองประเทศ”
น่าสังเกตว่าก่อนหน้านี้หนึ่งสัปดาห์ ประธานาธิบดีอูถิ่นจอ ได้ประกาศตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ เพื่อทบทวนโครงการเขื่อนพลังน้ำทั้งหมดในลุ่มน้ำอิรวะดี ซึ่งก็รวมถึงเขื่อนมิตโสนที่เป็นเรื่องเป็นราวมาตลอดด้วย
เท่ากับว่าผู้นำพม่าได้ปูทางสำหรับการเจรจา หาทางลงกับจีนเอาไว้ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้เกิดความกระอักกระอ่วน ระหว่างการเยือนอย่างที่เป็นทางการของอองซานซูจี สู่ปักกิ่งที่ตกอยู่ในสายตาระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิดแน่นอน
ต้องไม่ลืมว่า ณ วันนี้จีนเป็นประเทศลงทุนในพม่าอันดับหนึ่ง มีตัวเลขลงทุนในโครงการต่าง ๆ ถึง 15,400 ล้านเหรียญ ไม่ว่าจะเป็นโครงการสร้างท่อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษหรือการทำเหมือง
พม่าต้องพึ่งพาจีนไม่น้อยในการช่วยเกลี้ยกล่อม ให้ชนกลุ่มน้อยติดอาวุธตรงชายแดนโดยเฉพาะกลุ่มโกกัง ให้ร่วมแผนการเจรจากับรัฐบาลกลาง เพื่อวางอาวุธอย่างถาวรและร่วมสร้างชาติสร้างบ้านเมือง หลังจากต่อสู้กันมาหลายสิบปี
อีกทั้งหากรัฐบาลพม่าจะปราบปราม การค้ายาเสพติดและสินค้าเถื่อน ตรงชายแดนอย่างถาวร ก็จำเป็นจะต้องได้ความร่วมมืออย่างจริงจังจากปักกิ่งด้วย
ผมติดตามสื่อทางการของจีนในเรื่องนี้ ก็พอจะเห็นว่ามีความพยายามที่จะชี้ว่า พม่าวันนี้มีความใกล้ชิดกับจีนมากกว่ากับสหรัฐ
แม้ว่าใคร ๆ ก็รู้ว่าความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางการเมืองของพม่าที่เกิดขึ้นวันนี้ มาจากแรงผลักดันของโลกตะวันตกที่นำโดยสหรัฐ และยุโรป
แต่เมื่อทุกอย่างเปลี่ยน อะไร ๆ ก็ต้องปรับ...ไม่ว่าจะเป็นมังกร อินทรีหรือแม้แต่หญิงเหล็กอย่างอองซานซูจี
วันนี้เธอเล่นบทผู้ปกครองประเทศ บทบาท ลีลา และน้ำเสียงย่อมแตกต่างไปจาก เมื่อคราวเธอชูธงต่อต้านเผด็จการทหารแน่นอน








