มีคำถามมามากว่า กระบวนการต่อจากการที่ประชามติได้รับความเห็นชอบด้วยเสียงที่มากเกินกึ่งหนึ่ง ของผู้มีสิทธิ
ออกเสียงและได้รับความเห็นชอบมากกว่าผู้ไม่เห็นชอบเกือบเจ็ดล้านเสียง กรธ.จะต้องทำอะไรต่อ นอกจากการนำเอาสาระสำคัญที่ปรากฏในประเด็นคำถามเพิ่มเติม หรือที่เรียกกันคุ้นชินว่า “คำถามพ่วง” ที่ประชาชนได้ให้ความเห็นชอบในการทำประชามติคราวเดียวกัน นำมาใส่ไว้ในบทเฉพาะกาลเพื่อไม่ให้ขัดหรือย้อนแย้งกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับเต็มที่ได้รับการยอมรับจากมติของประชาชนทั่วทั้งประเทศไทย เมื่อ 7 สิงหาคม 2559
สิ่งที่จะให้เป็นข้อมูลสำหรับทำความเข้าใจในการทำหน้าที่ของ กรธ.อย่างตรงไปตรงมาก็คือ ในวันนี้ กรธ ทุกคนต่างพร้อมที่จะเดินหน้าประเทศไทยไปตามสิ่งที่ประชาชนได้ให้ฉันทานุมัติ นั่นคือทำในสิ่งที่ได้ประกาศหรือแถลงไปกับประชาชนในสาระสำคัญทุกมาตราของรัฐธรรมนูญให้เกิดเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับกินได้” อย่างที่เคยมีคนให้ฉายานี้กับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้น กล่าวคือ ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงของประเทศในทางที่รัฐธรรมนูญได้วางรากฐานไว้ เนื่องด้วยบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเป็นการวางกรอบกติกากฎเกณฑ์ต่างๆ ไว้อย่างกว้าง แต่หากต้องการให้เกิดผลบังคับใช้ในทางกฎหมายอย่างเป็นจริงเป็นจัง จำเป็นต้องทำให้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกอื่นๆ ที่จำเป็นให้สอดคล้องต้องกันกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ได้
สิ่งที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญเริ่มต้นกระบวนการนับ จากการนับหนึ่งภายหลังที่ทาง กกต.ได้ประกาศรับรองผลการทำประชามติอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ที่ผ่านมา คือ การเริ่มประชุมหารือแก้ไขบทเฉพาะกาลให้สอดคล้องกับคำถามพ่วง โดยจะมีการเชิญตัวแทนของ สนช. มาให้ข้อมูลและร่วมกันเสนอแนะการปรับแก้ให้สอดคล้องตรงกันกับความประสงค์ของทุกฝ่าย ก่อนที่จะนำเสนอสู่การพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรอบเวลาหนึ่งเดือน ซึ่งหากทาง กรธ. สามารถพิจารณาแก้ไขประเด็นนี้ได้ก่อนจะครบกำหนดเวลา ก็จะเท่ากับการขยายเวลาการวินิจฉัยในกรอบเวลาของศาลรัฐธรรมนูญได้ยาวนานขึ้น และหากมีประเด็นการแก้ไขอะไรที่ต้องส่งกลับมาให้ทาง กรธ. พิจารณาก็จะเป็นการวางใจได้ว่ากรอบเวลาที่กำหนดไว้จะไม่กระทบกระเทือนใดๆ
ในส่วนของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับสำคัญทั้งสิบฉบับ ที่มีทั้งที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระต่างๆ ในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความในศาลรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญสำคัญอีก 4 ฉบับที่จะนำไปสู่การกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไป ในครั้งแรกของการบังคับใช้แห่งรัฐธรรมนูญนี้ กำลังจะเริ่มต้นขึ้น เป็นสิ่งที่ทางฝ่ายบริหารได้มีการแถลงชี้แจงกรอบเวลาการทำงานไว้ชัดเจนว่า ต้องการให้เกิดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกเมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 นี้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว และพยายามไม่ให้ล่วงเลยไปกว่าปลายปี 2560 หากไม่มีเหตุปัญหาหรือวิกฤติใดเป็นอุปสรรคต่อการจัดการเลือกตั้ง
เมื่อกรอบเวลาเป็นเช่นนี้ จึงให้ความมั่นใจได้ว่า ทาง กรธ.เองต่างมีความมุ่งมั่นตั้งใจจะให้กรอบเวลาดังกล่าวเดินไปตามความต้องการของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และพร้อมจะพิจารณากฎหมายต่างๆ อย่างรอบคอบมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้ผลดังวัตถุประสงค์ที่วางไว้ โดยได้เริ่มมีกฎหมายบางฉบับขององค์กรอิสระบางองค์กรได้เริ่มทยอยเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และหากทำได้ทาง กรธ.มีความประสงค์ให้การร่างกฎหมายที่จะนำไปสู่กระบวนการเลือกตั้งให้มีผลบังคับใช้ให้สอดคล้องกับสิ่งที่ฝ่ายบริหารมีความต้องการให้เดินหน้าไปในแนวทางที่กำหนด
อย่างไรก็ดี ในส่วนของการบริหารจัดการภายในของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเอง ได้มีการปรับรูปแบบวิธีการทำงานเพื่อให้เกิดสัมฤทธิผลในการทำงาน และจะก่อเกิดประโยชน์กับสังคมประชาชนและบ้านเมืองเป็นส่วนรวม ในเวลานี้ทาง กรธ. ทุกคนพร้อมจะเสียสละและไม่ยึดติดกับการทำหน้าที่ในตำแหน่งต่างๆ ที่มีอยู่เดิม ในการประชุมหารือทาง กรธ. มีความเห็นตรงกันว่า ภาระงานของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ขณะนี้ได้เปลี่ยนไปเป็นการทำหน้าที่ยกร่างกฎหมาย ซึ่งอาจจะต้องอาศัยความรู้ความชำนาญเฉพาะด้าน และความร่วมมือของหลายฝ่าย โดยอนุกรรมการชุดต่างๆ ที่เคยมีก่อนหน้านี้บางชุดอาจไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจในปัจจุบัน จึงจะมีการยุบเลิกเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลและวิธีการทำงาน แม้แต่การแถลงข่าวของทีมโฆษกซึ่งแม้ยังไม่มีการกำหนดแน่ชัดว่าจะเป็นในรูปแบบใด แต่ทุกคนพร้อมเสียสละที่เพื่อให้เกิดความชัดเจนและประโยชน์สูงสุดการแถลงเรื่องราวที่เป็นการเฉพาะ ก็มีความเป็นไปได้ที่ผู้ทำหน้าที่ประธานในชุดอนุกรรมการนั้นๆ หรือโฆษกของอนุกรรมการชุดต่างๆ อาจมีบทบาทมากขึ้นในการให้ข้อมูลต่อสาธารณะ จึงเชื่อมั่นได้ว่าการทำหน้าที่ด้วยความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อ กรธ จะเป็นขวัญกำลังใจให้การทำงานเดินหน้าต่อไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของชาติบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง









