วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

“สาละวิน”สายน้ำแห่งอาเซียนที่ไม่อาจขวางกั้นด้วยเขื่อน

หากเอ่ยถึง “สาละวิน” หลายคนอาจจะนึกถึงภาพของสงครามการต่อสู้ระหว่างชนกลุ่มน้อยต่างๆ กับรัฐบาลทหารพม่า

หรือเมียนมาร์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและยาวนานหลายศตวรรษ ไม่ใช่แค่การต่อสู้ระหว่างชนกลุ่มน้อยเท่านั้น แต่การสู้เรื่องการ “สร้างเขื่องสาละวิน” ก็ดำเนินมาหลายศตวรรษเช่นกันทั้งในมุมของการสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน และการทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางโครงข่ายพลังงานไฟฟ้าในอาเซียน โดยความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศ

ดังนั้นการที่ไทยจะเป็นประเทศศูนย์กลางการเจริญเติบโตของอาเซียนได้นั้น ไทยจะต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นศูนย์กลางการกระจายความเจริญในหลายๆ ด้าน เพื่อแสดงความจริงใจว่าประเทศไทยต้องการเห็นการพัฒนาไปด้วยกันของประเทศในหมู่สมาชิก โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านที่มีดินแดนติดกับประเทศไทย

แต่ความเคลื่อนไหวของการดำเนินโครงการทางด้านพลังงานถูกจับจ้องจากหลายฝ่าย ทั้งในส่วนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อย่างล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ มีรายงานสถานการณ์เขื่อนสาละวินในประเทศเมียนมาร์และพรมแดนไทย-เมียนมาร์โดยนิตยสารเครือข่ายสาละวินวอชต์รายงานความเคลื่อนไหวของโครงการสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานน้ำว่า ตลอดความยาว 2,800 กิโลเมตร ของแม่น้ำสาละวิน มีโครงการสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานน้ำบนแม่น้ำสาละวิน ถึง 7 เขื่อน จากทั้งหมดประมาณ 15 เขื่อน

หนึ่งในจำนวนนั้น คือ เขื่อนฮัตจี ที่ตามเอกสารรายงาน พอสรุปได้ว่าเป็นเขื่อนที่มีความเป็นไปได้ และอาจดำเนินการก่อสร้างในเร็วๆ นี้ เนื่องจากได้ดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม Environmental Impact Assessment (EIA) ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อย เพราะเขื่อนอื่นบริเวณชายแดนยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้เท่านั้น สำหรับเขื่อนฮัตจีจะตั้งอยู่ในรัฐกะเหรี่ยง ห่างจากชายแดนที่บ้านสบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 47 กิโลเมตร โดยมีกำลังผลิตติดตั้ง 1,360 เมกกะวัตต์ และมูลค่าในการก่อสร้างของโครงการเกือบแสนล้านบาท

จากรายงานดังกล่าว สร้างความกังวลแก่ชาวบ้านอีกครั้ง เพราะชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่มองว่า ความเคลื่อนไหวของรัฐในเรื่องดังกล่าวเปรียบเสมือนสัญญาณอันตรายที่เตือนให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมน้ำสาละวินอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เพราะที่ผ่านมามีตัวอย่างผลกระทบต่อการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขง สายน้ำแห่งอาเซียนที่ไหลคู่ขนานกับแม่น้ำสาละวิน เช่น ความผันแปรของการไหลตามธรรมชาติของน้ำ ตะกอนและแร่ธาตุต่างๆ ที่หนุนนำความอุดมสมบูรณ์ที่โดดเด่น ถูกขวางกั้นด้วยเขื่อนขนาดใหญ่ ฝูงปลาน้อยใหญ่ขาดอิสระว่ายวนไปวางไข่ เกษตรริมโขงไม่อาจทำได้เหมือนในอดีต เพราะระดับการขึ้นลงของน้ำ ไม่เป็นไปตามฤดูกาล

ข้อกังวลที่เกิดขึ้นชาวบ้านใน 3 หมู่บ้าน ประกอบด้วย บ้านสบเมย บ้านแม่สามแลบ อำเภอสบเมย และบ้านท่าตาฝั่ง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอนไม่ได้เก็บงำไว้ในใจแต่อย่างใดตรงกันข้ามได้ร่วมกันทำการศึกษาวิจัย เรื่องแนวทางจัดการความมั่นคงทางอาหาร “ปลาสาละวิน” ด้วยภูมิปัญญาชาวปกาเกอะญอภายใต้การสนับสนุนของฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ซึ่งการทำการวิจัยไม่เพียงคลายความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นเท่านั้น แต่เป็นการติดอาวุธทางปัญญา และการต่อสู้ด้วยข้อมูลตามเหตุและผล อีกประการข้อมูลวิจัยของชาวบ้านจะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญให้เจ้าของโครงการได้พิจารณาถึงความเหมาะสม ข้อดีข้อเสีย หรือแนวทางที่จะแก้ไขร่วมกัน ทั้งในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงที่เชื่อมโยงเป็นห่วงโซ่ ทั้งในเรื่องสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงเป็นอาชีพหลัก กล่าวคือ หากมีการสร้างเขื่อนก็เกรงว่าความสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ ระบบนิเวศต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเพิ่มขึ้น หรือลดลงของพันธ์ปลาและสัตว์น้ำที่สำคัญในระบบนิเวศแม่น้ำสาละวิน และลำห้วยสาขากระทบต่อการจับปลาที่เป็นอาชีพหลักของชาวบ้าน

เพราะที่เห็นและเป็นอยู่ คือ ปลาสาละวินมีขนาดใหญ่กว่าปลาในลำน้ำอื่น อาจจะเป็นเพราะลักษณะทางกายภาพ ที่เป็นเกาะแก่ง น้ำไหลเชี่ยวและแรง บางจุดมีวังน้ำกุดที่ดูน่ากลัว สิ่งเหล่านี้ทำให้ปลาน้อยใหญ่มีที่หลบซ้อน และไม่แปลกที่ทุกครั้งจะเห็นชาวบ้านได้ปลาตัวใหญ่ขนาด 20-30 กิโลกรัมมาขายให้พ่อค้าคนกลางที่รอรับซื้อที่ตัวอำเภอ ในส่วนของเครื่องมือในการทำประมงเอง ยังคงยึดถือตามวิถีคนหาปลาเดิม ซึ่งให้คำจำกัดความของเครื่องมือหาปลาว่า มิใช่เพียงเครื่องมือหาปลา แต่ยังหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ชุมชน และสายน้ำ ดังนั้นเครื่องมือส่วนใหญ่จึงเป็นเครื่องมือแบบพื้นบ้าน ไม่ใช่เครื่องมือแบบพาณิชย์เน้นปริมาณเหมือนแม่น้ำอื่นๆ

อย่างไรก็ดี การพูดคุยในประเด็น “ปลาและความมั่นคงทางอาหาร” ของแม่น้ำสาละวินอาจจะไม่ทำให้เกิดการทบทวนโครงการที่อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของลุ่มน้ำพื้นที่ชายขอบ แต่ก็ไม่อาจมองข้ามในประเด็นความเข้าใจระหว่างรัฐกับคนในพื้นที่ และที่ผ่านมาชาวบ้านที่ถูกมองว่า “ไร้ตัวตน” ได้เลือกที่จะสู้ด้วยข้อมูลเพื่อสร้างความชอบธรรมที่จะเกิดขึ้นในลุ่มน้ำแห่งนี้ อีกฝ่ายก็ควรชี้แจงด้วยข้อมูลด้วยเช่นกัน

เพราะอย่าลืมว่าอุปสรรคที่สำคัญของการพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่ของประเทศไทยเราก็คือ การคัดค้านและต่อต้านของชุมชนและประชาสังคมบางกลุ่มในทุกพื้นที่เป้าหมายของการพัฒนา

--------------------

ธนชัย แสงจันทร์

เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารสังคม สกว.