ภายหลังที่ทราบผลของการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า มีการให้ความเห็นชอบทั้งประเด็นหลัก
คือตัวร่างรัฐธรรมนูญเอง และประเด็นเพิ่มเติมหรือที่เรียกกันติดปากว่า “คำถามพ่วง” ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในอนาคตอันใกล้นี้ ทำให้พรรคการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคขนาดใหญ่ต่างออกอาการหนาวๆ ร้อนๆ เพราะแน่นอนว่าไม่มีทางที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะสามารถครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรภายใต้ระบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่นี้ บางพรรคถึงกับให้สัมภาษณ์ว่าทำใจไว้แล้วกับการทำหน้าที่พรรคฝ่ายค้านในสภา โดยบอกว่าจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านให้ดีที่สุดทั้งๆ ที่ยังไม่มีการเลือกตั้งในวันนี้พรุ่งนี้แต่อย่างใด อย่างเร็วที่สุดถ้าไม่มีอะไรขัดข้องก็น่าจะพฤศจิกายนปีหน้า
สำหรับประชาชนทั่วไปแล้ว ผมกลับมองเห็นว่าในวิกฤติมีโอกาส เพราะน่าจะถึงเวลาที่เราจะได้หันมาพิจารณาปรับปรุงระบบพรรคการเมืองหรือการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองผ่านระบบพรรคที่แต่เดิมต้องเป็นไปด้วยความยากลำบาก ไม่ว่าเป็นด้วยระบบเงินตรา เส้นสายหรือชาติตระกูลทางการเมืองที่ผูกขาดถ่ายทอดกันในวงศาคณาญาติ บางคนแทบจะไม่เคยปราศรัยหาเสียงเลย ไม่เคยมีประวัติการต่อสู้ทางการเมือง ที่ร้ายที่สุดคือการเป็นร่างทรงหรือนอมินีของนายทุนพรรคในกรณีที่ต้องเว้นวรรคทางการเมืองหรือด้วยเหตุผลอื่น
อันที่จริงแล้วพรรคการเมือง (Political party) มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินว่า Par ซึ่งแปลว่า “ส่วน” พรรคการเมืองจึงหมายถึงส่วนของประชาชนในประเทศ หมายถึงการแยกประชาชนออกเป็นส่วนๆ ตามความคิดเห็นหรือประโยชน์ได้เสียทางการเมือง พรรคการเมืองถือว่าเป็นสถาบันทางการเมืองที่บทบาทสำคัญยิ่งในระบบการเมือง เพราะพรรคการเมืองเป็นสื่อกลางที่จะเชื่อมโยงระหว่างประชาชนกับรัฐบาล โดยพรรคการเมืองเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะชักนำประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง
พรรคการเมืองที่แท้จริงจะเป็นผู้รวบรวมผลประโยชน์ของประชาชนมาเขียนไว้ในนโยบายพรรคของตน ประชาชนคนใดเห็นด้วยกับนโยบายของพรรคการเมืองใด ก็จะเลือกพรรคการเมืองนั้นเข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนของตนในรัฐสภา แต่บทบาทของพรรคการเมืองของไทยที่ผ่านมาไม่ได้ทำหน้าที่รวบรวมผลประโยชน์จากประชาชนอย่างแท้จริง แต่พรรคการเมืองไทยเราหลายๆ พรรคเป็นการรวมกลุ่มของผู้มีอำนาจ เช่น พรรคสามัคคีธรรมเคยเป็นพรรคของพวกนายทหารหลังการยึดอำนาจของ รสช. พรรคไทยรักไทยเคยเป็นที่รวมของตระกูลผู้มีอำนาจทางการเงิน พรรคชาติไทยเคยเป็นพรรคของเหล่าทหารและข้าราชการสายราชครู
การกำเนิดของพรรคการเมืองนั้นมีผู้อธิบายไว้หลายทฤษฎี สามารถสรุปได้เป็น 4 ทฤษฎีใหญ่ๆ ดังนี้
1. ทฤษฎีทางจิตวิทยา เชื่อว่าคนเราแบ่งแยกตามความคิดความเชื่อได้เป็นสองพวกใหญ่ คือพวกอนุรักษ์นิยมกับพวกเสรีนิยม หรือพวกมองโลกในแง่ร้ายกับพวกที่มองโลกในแง่ดี
2. ทฤษฎีทางเศรษฐกิจและสังคม มองว่าการเกิดขึ้นของพรรคการเมืองมีความสัมพันธ์กับสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม เช่นในอดีตอังกฤษมี 2 พรรคการเมืองหลัก คือ พรรควิก (Whig) และพรรคทอรี่ (Tory) พรรควิกได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบอาชีพเป็นพ่อค้ามหาเศรษฐี ในขณะที่พรรคทอรี่นั้นเป็นพวกผู้ดีเก่า ขุนนาง และศาสนจักร ส่วนสหรัฐอเมริกานั้นผู้ที่เลือกพรรคเดโมแครตก็มักจะเป็นคนด้อยโอกาส คนยากจน และคนผิวสี ส่วนพรรครีพับลิกันเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นกลาง ผู้มั่งมีและพวกนายทุน
3. ทฤษฎีทางอุดมการณ์ เชื่อว่าพรรคการเมืองเกิดมาจากอุดมการณ์ กล่าวคือคนที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกันรวมตัวกันเพื่อทำการตามอุดมการณ์ที่ได้วางไว้ ซึ่งอาจจะเป็นไปในทางที่ดีหรือร้ายแก่ประชาชนก็ได้ เช่น พรรคนาซีของเยอรมันช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือพรรคอัมโนของมาเลเซียปัจจุบันที่มีอุดมการณ์ชาตินิยมเป็นหลัก หรือพรรคพลังธรรมของไทยที่ยึดอุดมการณ์ทางศาสนา
4.ทฤษฎีการจัดองค์การ เชื่อว่าผู้นำเป็นผู้มีอิทธิพลที่จะช่วยเสริมให้พรรคการเมืองก่อตั้งและยั่งยืนต่อไปได้ เช่น พรรคที่มีนายทหารหรืออดีตนายทหารใหญ่หรือนายทุนใหญ่เป็นผู้นำพรรค
เมื่อพิจารณาทั้งจาก 4 ทฤษฎีข้างต้นแล้ว ผมเห็นว่าในสถานการณ์เช่นนี้ไม่ว่า จะเป็นการที่รัฐธรรมนูญตัดโอกาสการเจริญเติบโตของพรรคใหญ่แต่เอื้อต่อพรรคเล็ก กอปรกับในยุคสมัยของระบบดิจิตัลที่ผู้คนมีความรอบรู้ สามารถสื่อสารกันได้ทั่วโลกภายในพริบตา สิ่งที่นักการเมืองกำลังกล่าวอยู่บนเวทีถูกนำเผยแพร่ผ่านการสื่อสารสมัยใหม่ไปทั่วโลก แม้ว่าเขาหรือเธอจะยังไม่ลงจากเวทีแต่อย่างใด
ยุคสมัยนี้เป็นยุคสมัยที่คนรุ่นใหม่ไม่ต้องอาศัยคนรุ่นเก่าแล้ว ไม่ต้องอาศัยการมีบารมีเฉพาะตัวของหัวหน้าพรรคก็สามารถตั้งพรรคหรือดำเนินการทางการเมืองผ่านระบบพรรคได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดของนักการเมืองในระบบดิจิตัลที่ประสบความสำเร็จโดยอาศัยการสื่อสารสมัยใหม่โดยไม่ต้องมีเชื้อสายเป็นนักการเมือง หรือเป็นผู้หลากมากดีหรือมีเงินเป็นถังก็คือประธานาธิบดีโอบามาของสหรัฐ ส่วนของไทยที่พอจะมองเห็นแววกันก็มีอยู่หลายคน แต่ขอที่จะไม่นำมายกตัวอย่าง เพราะเดี๋ยวจะเป็นการอวยหรือเชียร์กันเอง
ผมอยากให้คนรุ่นใหม่เข้ามา “ทำการเมือง” ใหม่ๆ ให้แก่ประเทศ ซึ่งจะเป็นคุณูปการต่อระบบการเมืองไทยเป็นอย่างยิ่ง พรรคการเมืองเดิมที่มีอยู่หรือที่จะตั้งมารองรับอำนาจใคร หากยังไม่ปรับตัว ก็จะถูกพรรคการเมืองไทยในระบบดิจิตัลกวาดตกเวทีไปอย่างแน่นอน








