สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(สศช.) รายงานตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาส 2 ขยายตัว 3.5% ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าคาดการณ์ไว้ ส่งผลตลาดตอบรับในทางที่ดีขึ้น และเมื่อพิจารณาในรายละเอียดตัวเลขเศรษฐกิจจะเห็นว่าภาคส่วนต่างๆ ในประเทศ ทั้งเรื่องการบริโภค การลงทุน การจับจ่ายใช้สอย และที่สำคัญการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนจากภาครัฐ สามารถขยับดีขึ้น แม้ว่ายังได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างประเทศจากภาคส่งออกที่ยังไม่ฟื้นตัว
อย่างไรก็ตาม แม้ในภาคเศรษฐกิจในประเทศจะสามารถขยับดีขึ้นมาบ้าง เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนหน้านั้นที่มีเพียงการลงทุนจากภาครัฐเท่านั้น ก็สะท้อนให้เห็นว่าส่วนต่างๆเริ่มฟื้นตัวขึ้น แต่อานิสงส์ของการฟื้นตัวจะมีอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ยังเป็นสถานการณ์ที่ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด เพราะอาจเป็นไปได้ว่าภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ที่ฟื้นตัวนั้นมาจากการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐเป็นหลัก ซึ่งมีการกระตุ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้ว และเริ่มเห็นผลตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้
การประคับประคองเศรษฐกิจของรัฐบาลให้สามารถเติบโตเป็นบวก ในท่ามกลางสถานการณ์ที่ผ่านมาถือว่าเป็นงานหนักอย่างมาก เนื่องจากเศรษฐกิจไทยก็เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ที่มีการค้าขายกับต่างประเทศค่อนข้างมาก ซึ่งได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวต่อเนื่อง และยังไม่มีสัญญาณที่ฟื้นตัวชัด เพียงแต่เห็นการฟื้นตัวในบางจุดบางประเทศเท่านั้น ยิ่งกว่านั้น สถานการณ์การเมืองในประเทศที่ผ่านมาหลายปี ทำให้เป็นปัจจัยสำคัญในเรื่องของความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ
หลังจากตัวเลขของสศช.ออกมา ทำให้เกิดมุมมองในแง่นี้ว่าในปีนี้เศรษฐกิจไทยอาจจะสดใสมากขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ได้มีการประเมินว่าการลงทุนต่างๆจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และยิ่งในครึ่งปีแรกสามารถขยายตัวได้ดี ก็เชื่อว่าตัวเลขเฉลี่ยทั้งปีจะเป็นไปตามเป้าหมายหรือเกินกว่าคาดหมาย แต่ก็ถือว่ายังไม่สามารถไว้วางใจได้ เพราะหากดูจากบทเรียนหลายประเทศ ที่มีปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวเช่นเดียวกันก็ปรากฏว่าบางครั้งตัวเลขก็ออกมาดี แต่ในอีกไม่กี่เดือนตัวเลขก็กลับร่วงลงไปอีก
สถานการณ์เศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจไว้วางใจได้ และเป็นเรื่องที่ต้องประเมินกันตลอดเวลา ยิ่งกว่านั้นความผันผวนมีความรุนแรงและส่งผลกระทบเร็วขึ้นกว่าเดิม ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลเร่งทำมาตลอดคือนโยบายการสร้างความเข้มแข็งภายในให้เกิดขึ้นจากนโยบายต่างๆ ดังนั้นสิ่งที่ต้องติดตามในขณะนี้คือ รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายตามแผนที่วางไว้หรือไม่ ในการสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจภายในประเทศ หรือมีนโยบายที่ต้องมีการตรวจสอบว่าได้ทำตามแผนที่วางไว้หรือไม่
เราต้องไม่ลืมว่าในสถานการณ์โลกยุคใหม่ มักจะมีเหตุการณ์ที่สร้างผลกระทบได้โดยง่ายและเป็นเรื่องที่อยู่เหนือความคาดการณ์ได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานการณ์ความรุนแรงในหลายประเทศ ความขัดแย้งในหลายภูมิภาค รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจของหลายประเทศ ซึ่งเราเชื่อว่าการบริหารด้านเศรษฐกิจในยุคใหม่จะไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไปเหมือนในอดีต ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ต้องมีการประเมินและใช้ความรู้มากกว่าที่ผ่านมา ยิ่งการวางทิศทางระดับประเทศที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ในขณะนี้ก็ไม่ถือเป็นเรื่องง่าย
จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาได้สร้างความพึงพอใจ ให้กับผู้ผลักดันนโยบายว่า สามารถประคับประคองเศรษฐกิจโดยรวม ให้เดินหน้าต่อไปได้ แต่ก็ไม่ควรประมาทว่าเดินมาถูกทางในทุกเรื่อง ดังนั้น ในช่วงที่ตัวเลขบ่งบอกว่าเรากำลังฟื้นตัว เราก็จำเป็นต้องมาพิจารณาถึงนโยบายที่ออกมาอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้ง เพื่อทำให้นโยบายเหล่านี้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งเราจำเป็นอย่างยิ่งต้องเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อรับมือความผันผวนที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้








