‘ประชามติ’ กระบวนการโยนความรับผิดชอบให้ประชาชน

‘ประชามติ’ กระบวนการโยนความรับผิดชอบให้ประชาชน

การลงประชามติ รับ/ไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2559 จบไปแล้ว แต่อดคิดไม่ได้ว่า การทำประชามติแบบนี้ได้อะไร...

รัฐธรรมนูญเกือบสามร้อยมาตรา ร่างโดยปรมาจารย์กฎหมายระดับศาสตราจารย์ และมือกฎหมายระดับกฤษฎีกา คงไม่ง่ายนักที่ประชาชนคนธรรมดาจะอ่านแล้วเข้าใจ...ขนาดตัวเองซึ่งศึกษาทั้งด้านนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ถึงระดับสูงสุดยังอ่านแล้วอ่านอีก อ่านกลับไปกลับมา พยายามทำความเข้าใจจากตัวอักษร แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเข้าใจตรงกับผู้ร่างฯ หรือไม่...

แล้วตาสีตาสา ยายมียายมา เกือบห้าสิบล้านคน จะเข้าใจหรือ...

การทำประชามติแบบนี้ จึงขึ้นอยู่กับผู้จูงใจ ที่จะพยายามจูงใจโน้มน้าวให้ผู้ถูกจูงทำตามหรือไม่ทำ ก็ขึ้นอยู่กับอำนาจบารมีของผู้จูงใจ...

สรุปได้ว่า ไม่ได้ลงคะแนนจากการตัดสินใจของตัวเองอย่างแท้จริง แต่เป็นการตัดสินใจที่ขึ้นอยู่กับการเลือกข้าง ที่เชื่อว่าจะต้องรับ หรือไม่รับ...

ประเด็นที่ให้ประชาชนทุกภาคส่วนลงประชามตินั้น ควรเป็นเรื่องใหญ่ๆ ที่ประชาชนมีส่วนได้เสีย และเป็นเรื่องเดี่ยว ไม่ใช่ผูกกับอะไรไว้มากมาย เช่นที่อังกฤษจะออกจาก EU หรือไม่ออก...

แต่รัฐธรรมนูญผูกกับหลายเรื่องราว และบางเรื่องราว ไม่เคยเป็นประเด็นที่จะต้องถามเพื่อลงประชามติ เช่นหมวดพระมหากษัตริย์...จึงอดคิดไม่ได้ว่า การลงประชามติรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ถ้าไม่รับหรือไม่เห็นชอบ ก็จะแปลว่า ไม่เห็นชอบทั้งหมด รวมทั้งหมวดพระมหากษัตริย์ อย่างนั้นหรือ...ซึ่งไม่น่าเป็นเช่นนั้น...

การจะได้รับการยอมรับหรือไม่รับ น่าจะมาจากการรวบรวมความเห็นของประชาชนทั้งประเทศ แล้วมาแยกย่อยเพื่อจัดหมวดหมู่ในเรื่องต่างๆ ให้คณะกรรมการร่างฯเป็นผู้ร่างฯตามความต้องการของประชาชน..อย่างนี้ ไม่จำเป็นต้องทำประชามติอีก เพราะร่างจากความเห็นของประชาชนทั้งประเทศแล้ว นอกจากมีเหตุที่ทำให้เชื่อว่าคณะผู้ร่างฯไม่ได้ร่างตามความเห็นของประชาชน

ที่จริงการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2558 ที่ตกไปนั้น เป็นไปตามแนวทางนี้อยู่แล้ว เพราะได้เปิดเวทีรับฟังความเห็นของประชาชนทั้งประเทศกว่าแปดร้อยเวที และเปิดช่องทางรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมอีกนับสิบช่องทาง ได้ข้อมูลความเห็นจากประชาชนในสิบแปดประเด็นประมาณหนึ่งแสนความเห็น มากเกินพอที่จะนำมาสังเคราะห์ กลั่นกรอง และร่างตามความเห็นนั้นๆ

การตกไปของร่างฯ นั้น ไม่ได้หมายความว่าประชาชนไม่เห็นชอบ แต่เพราะไม่มีการทำประชามติ และไม่ผ่านตามกระบวนการที่กำหนด ทำให้ร่างฯ นั้นไม่ไปถึงประชาชน

ประชามติไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งยุติ ประชามติเพียงทำให้ประเด็นที่ขัดแย้งนั้นชัดเจนขึ้น ถ้าความขัดแย้งมีอยู่ก่อนหน้านั้น ก็จะยังมีต่อไป เพราะการยุติความขัดแย้ง ไม่ได้มาจากรัฐธรรมนูญที่เป็นกติกา แต่มาจากพฤติกรรมของผู้ขัดแย้งในสังคม ที่จะยุติได้ก็ต่อสร้างความเข้าใจที่ดีต่อกัน

การทำประชามติเช่นนี้ จึงเหมือนดั่งการประทับตราว่าชอบแล้ว ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงมิใช่เช่นนั้น

แล้วก็เป็นข้ออ้างให้กับรัฐบาลว่าได้ทำตามความเห็นของประชาชน ถ้าเกิดความผิดพลาดใดๆ รัฐบาลไม่ต้องรับผิดชอบ แต่ประชาชนรับบาปเคราะห์นั้นโดยตรง เพราะผลแห่งการลงประชามติ

เป็นประชามติที่สร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาล จากความไม่รู้ของประชาชนจริงๆ

Top of Form

---------------------

ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร

นักวิชาการอิสระ