เศรษฐกิจไทยหลังประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ

เศรษฐกิจไทยหลังประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ

ผลการลงประชามติเรื่องร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 ในวันที่ 7 สิงหาคมก็ได้ผ่านพ้นไปด้วยดี ผลอย่างไม่เป็นทางการ

เบื้องต้นปรากฏว่า มีประชาชนประมาณ 27 ล้านคนหรือร้อยละ 55 ไปลงคะแนนเสียง และมีคะแนนเสียงที่รับร่างรัฐธรรมนูญร้อยละ 61 รับร่างรัฐธรรมนูญ และผ่านคำถามพ่วงด้วยคะแนนที่เกินกว่าร้อยละ 58 ซึ่งปัญหาและสาเหตุต่างๆ ที่ได้ผลลัพธ์ดังกล่าวก็ได้มีบทวิเคราะห์มากมาย ก็จะไม่ขอพูดรายละเอียดอีกในที่นี้ เพราะเป็นการตัดสินใจของประชาชนที่ได้เลือกแล้ว

แม้ว่าจะมีนักการเมืองบางคนได้ออกมาพูดว่าประชาชนไม่ได้อ่านรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีลักษณะถอยหลังเข้าคลอง ก็เพราะบ้านเมืองไทยเองที่ถอยหลังเข้าคลองที่มีการใช้อำนาจรัฐในการโกงกินอย่างมากที่วัดได้จากกรณีคดีขึ้นสู่ศาลในปัจจุบัน

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดขึ้นตามสถานการณ์ นักประชาธิปไตยอย่าได้มองโลกสวยว่าการเลือกตั้งจะเป็นคำตอบสุดท้ายของปัญหาที่ฝังรากลึกมาเป็นเวลายาวนาน ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ของประเทศก่อนเกิดการรัฐประหารในปี 2557 นั้น การเมืองเข้าสู่ทางตันที่กำลังจะนำไปสู่ความความรุนแรง ที่กลุ่มผู้ชุมนุมมีกำลังมากขึ้น แต่ก็ถูกลอบทำร้ายหรือเสียชีวิตเพิ่มขึ้น ขณะที่รัฐบาลก็ไม่ได้รับการยอมรับให้บริหารประเทศอีกต่อไป จนมีเสียงเรียกร้องให้ทหารเข้ามายุติความขัดแย้งที่รุนแรง ที่อาจจะไม่ถูกใจต่างชาติตะวันตกที่ติดยึดอยู่กับประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง

การรัฐประหารในครั้งนั้นได้นำสันติสุขกลับคืนสู่ประเทศ ที่คณะ คสช สามารถรักษาความสงบสุขในบ้านเมือง ภาพการชุมนุมกลางถนนหรือการเข่นฆ่ากันได้ยุติลง ชาวนาได้รับเงินค่าจำนำข้าวคืน ประชาชนก็สามารถกลับมาทำมาหากินได้เป็นปกติอีกครั้ง แต่ก็ยังมีนักการเมือง นักวิชาการ และผู้ที่สูญเสียอำนาจบางกลุ่มที่ยังมีการเคลื่อนไหวก่อกวนด้วยรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะเรียกร้องประชาธิปไตย และเรียกร้องสิทธิมนุษยชน

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยออกมาเคลื่อนไหวในการให้ความช่วยเหลือชาวนาที่ถูกโกงค่าจำนำข้าวมูลค่าสูงกว่า 90,000 ล้านบาท ที่ฆ่าตัวไปถึง 16 ราย หรือประชาชนที่ชุมนุมโดยสันติ ปราศจากอาวุธถูกลอบฆ่าโดยไม่สามารถจับตัวผู้ดำเนินการมาดำเนินคดีได้เลย ประชาชนทั่วไปไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนว่าจำเป็นต้องมีประชาธิปไตยที่ต้องมีการเลือกตั้งแบบเดิมๆ ที่ได้นักการเมืองด้อยคุณภาพที่เข้ามาโกงกินและแสวงหาผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม สิ่งที่ประชาชนต้องการคือ ความสงบสุขของสังคม มีรัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของเขาไม่แคร์ว่า รัฐบาลนั้นมีที่มาอย่างไร และที่ผ่านมาประชาชนชาวบ้านก็ไม่ได้รู้สึกว่าถูกริดรอนสิทธิ เสรีภาพ แต่อย่างไร

มีสิ่งหนึ่งที่อยากจะพูดถึงคือการที่ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาได้มีการแถลงข่าวเตือนให้ชาวอเมริกันให้หลีกเลี่ยงการเดินทางหรือการออกมาในที่สาธารณะในวันลงประชามติ เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดเหตุความรุนแรงหรือมีอันตราย และพลอยทำให้ประเทศสมุนบางประเทศประกาศเตือนด้วยเช่นกัน การกระทำนี้มีความไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง บรรยากาศทั่วไปของการลงมติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ปราศจากความรุนแรง มีบ้างเพียงการฉีกบัตรเลือกตั้งในบางหน่วยเลือกตั้ง ที่เป็นการกระทำไปเพราะความไม่รู้ (เพราะใบลงประชามติได้มีรอยปรุระหว่างส่วนที่ 1 และส่วนที่ 2 จึงฉีกเพราะคิดว่าจะต้องหย่อนกล่องแยก 2 กล่องดังที่เคยลงคะแนนเลือกตั้งที่แยกระบบแบ่งเขตและระบบบัญชีรายชื่อ) มีเพียงรายเดียวที่เป็นนักศึกษาระดับปริญญาโทที่จงใจฉีกบัตร

ความปลอดภัยในวันลงประชามติในไทยดูน่าจะมีสูงมากกว่าสังคมอเมริกันที่มีคนโรคจิตใช้อาวุธรุนแรงออกไปกราดยิงประชาชนในที่ต่างๆ ไม่เว้นแต่วัน หรือเหตุปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชนที่มีการใช้กำลังเข้ายุติก็ปรากฏอยู่เนืองๆ

การลงประชามติได้ผ่านพ้นไปด้วยดีที่มีทั้งผู้ที่พอใจและไม่พอใจ แต่มีผลตามมาที่น่าสนใจหลายประการ โดยเฉพาะผลทางด้านบวก คือยุติความไม่ชัดเจนทางการเมืองลง เพราะประเทศสามารถเดินหน้าตามโรดแมพ หรือกำหนดระยะเวลาการทำงานของคณะ คสช ที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศว่า จะมีการเลือกตั้งได้ภายในปี 2560 ตามกำหนด ซึ่งในระหว่างนี้ก็จะเดินหน้าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ การวางรากฐานการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ และการยกร่างกฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สิ่งประชาชนคาดหวังมากก็คือ การแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน และการเดินหน้าปฏิรูปประเทศ ให้มีความก้าวหน้า อย่างมั่นคั่ง มั่นคง และยั่งยืน

ความชัดเจนทางด้านการเมืองและการบริหารงานได้สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนจากมีเงินลงทุนไหลเข้าลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มูลค่า 76,292 ล้านบาทในวันที่ 8 สิงหาคม และนักลงทุนต่างชาติก็เป็นผู้ซื้อสุทธิในตลาดที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาท ดัชนีตลาดหุ้นก็ขึ้นไปสร้างสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 15 เดือน ที่ 1542.26 หรือปรับตัวขึ้น 23.57 จุดในวันเดียว

สำหรับรัฐบาลเองก็สามารถเดินหน้าขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานได้ต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้าตามกรอบการทำงาน สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนที่สามารถจะวางแผนการลงทุนรองรับการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ซึ่งจะช่วยการจ้างงานภายในประเทศ และเมื่อความเชื่อมั่นของประชาชนดีขึ้น ก็น่าที่กล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจครึ่งหลังของปีฟื้นตัวดีขึ้น