พรรค / นักการเมือง : ปฏิรูปสร้างสรรค์ด่วน!

พรรค / นักการเมือง : ปฏิรูปสร้างสรรค์ด่วน!

มีพลังสติปัญญาไทยที่น่าภาคภูมิใจ แม้เราจะอยู่ในสภาพมีปัญหาและข้อจำกัดนานัปการ สามารถสร้างสรรค์ผลงาน

ที่ถือได้ว่าเป็นสมบัติของคนไทยและก็เป็นสมบัติกลางของ “ประชาคมโลก” ด้วย เช่นนวัตกรรมในทางการแพทย์ ความสำเร็จในการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์

เมื่อ 29 กรกฎาคมมีงานสร้างสรรค์ใหม่ๆ ฝีมือคนไทยที่เป็นนวัตกรรมสู่การเป็น “สมบัติกลาง” ของประชาคมโลก ซึ่งเผยแพร่ในยูทูบ นั่นก็คือนวัตกรรมงานดนตรีสร้างสรรค์วิชาการ หัวหน้าโครงการคือศาสตราจารย์ ดร.ณัชชา พันธ์เจริญ ทุนเมธีวิจัยอาวุโส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ในการนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติ มีบทประพันธ์ดีๆ ที่เกิดขึ้น เช่น Tones for Clarinet Ensemble ของ ดร.ยศ วณีสอน บทประพันธ์ซิมโฟนีความสัมพันธ์สยาม-ฝรั่งเศส ในงานวิจัยสร้างสรรค์นำอดีตสู่ปัจจุบัน ของ ดร.จิตตพิมญ์ แย้มพราย

ชวนให้คาดหวังอย่างยิ่งว่า ก็ในเมื่อพลังสติปัญญาไทยร่วมสมัยมีถึงขั้นสร้างนวัตกรรมน่าตื่นตาตื่นใจในหลายๆ ด้านเป็นที่ประจักษ์แล้ว ทำไมเราจึงไม่นำพลังสติปัญญาของพลเมืองทั้งหลายมาแก้ปัญหาและสร้างสรรค์นวัตกรรมในทางการเมืองการปกครองบ้าง หลังจากที่สะสมปัญหาเรื้อรังจนปะทุใหญ่โตในทศวรรษที่ผ่านมา

ในปี 1990 จากวิกฤติที่สังคมไทยพบผู้ติดเชื้อ HIV มากถึง 100,000 คน ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านคนเศษในอีก 3 ปีถัดมา แต่ขณะนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) ยกย่องไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ยับยั้งการถ่ายทอดเชื้อ HIV จากแม่สู่ลูกได้สำเร็จ ซึ่งเป็นพัฒนาการก้าวสำคัญการต่อสู้กับโรคร้ายนี้

พบว่า จำนวนทารกที่ติดเชื้อ HIV ตั้งแต่แรกคลอดลดลงจาก 1,000 คนในปี 2000 เหลือเพียง 85 คนในปีที่แล้วซึ่งเข้าเกณฑ์ที่ WHO จะประกาศว่าการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูกยุติแล้ว

ประกาศของ WHO เมื่อ 8 มิถุนายนได้ยกย่องความสำเร็จของบุคลากรทางการแพทย์ไทยที่เปลี่ยนวิกฤติสังคมที่เชื้อ HIV เคยระบาดรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียกลายเป็นแบบอย่างแก้ไขวิกฤติสาธารณสุขอย่างได้ผล

นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร เป็นตัวแทนไทยรับเกียรติบัตรจาก WHO ที่สหรัฐรับรองว่าไทยประสบความสำเร็จยุติการถ่ายทอดเชื้อ HIV และซิฟิลิสจากแม่สู่ลูกตามเป้าหมายโลก คือมีอัตราต่ำกว่า 2% เป็นประเทศแรกในเอเชีย ยังเป็นประเทศที่ 2 ของโลก หลังจากที่คิวบาได้รับรางวัลนี้ในปีแล้ว เช่นเดียวกับปัญหาการแพร่ระบาดของ HIV อย่างหนัก แต่บุคลากรทางการแพทย์ไทยสยบลงได้ด้วยการคิดค้นวิธีการต่างๆ ในเวลาไม่ถึงสองทศวรรษ

อยากเห็นว่า การลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คสช.เมื่อ 7 สิงหาคม จำนวน 61% ของผู้มีสิทธิ์และมาออกเสียงไม่เพียงรับร่าง รธน. แต่ยังรับคำถามพ่วงซึ่งถูกวิพากษ์หนัก”ไม่เป็นประชาธิปไตย” จะเป็นหนึ่งก้าวสำคัญที่จะรักษาสังคมไทยให้ค่อยๆ หายขาดจากโรคเรื้อรังทางการเมือง แม้ในความเป็นจริงก็ไม่ผิดที่นักวิชาการเห็นว่าเป็นเพียงเกม “การเมือง” หนึ่งของ คสช. เพื่อสร้าง “ความชอบธรรม” ผ่าทางตันการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยที่มติประชาก็บอกเจตจำนงประชาชนแล้วว่า ต้องการเลือกตั้งในปี 2560 ตามโรดแมพที่เสนอไว้

ส่วนที่มีการตีความว่า มติประชาครั้งนี้เป็นการแสดงความไว้ใจทหารมากกว่านักการเมือง น่าจะเป็นการตีความเอาใจทหารเกินกว่าข้อมูลที่ปรากฏ ตรงกันข้ามความต้องการให้มีเลือกตั้งกลับแสดงเจตจำนงอีกด้านหนึ่งของประชาชนอย่างชัดเจนว่าไม่ได้ต้องการให้คณะบุคคล คสช. เป็นรัฐบาลปกครองบริหารบ้านเมืองต่อไปอย่างไม่มีกำหนด

การเลือกตั้งภายในปี 2560 คือการจะได้มาซึ่งสถาบันพรรคและนักการเมืองที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นรัฐบาลปกครองบริหารบ้านเมืองต่อไป แทนที่คณะรัฐบาลของคณะ คสช.นั่นเอง

ดังนั้น พรรคและนักการเมืองทั้งหลายทั้งที่มีอยู่แล้วและที่กำลังจะเกิดขึ้นมาใหม่ ท่านจะต้องระดมพลังสติปัญญามาแก้ไขปัญหาและเสนอนโยบายสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์วิกฤติการเมืองที่พรรคและนักการเมืองเช่นท่านนั่นแหละที่เป็นผู้ร่วมสร้างขึ้นมา เราผู้มีสิทธิ์ออกเสียงกำลังตั้งตาคอย “นวัตกรรม” ใหม่ๆ ทางการเมืองจากพวกท่านอยู่ อย่าได้ทำตัวเป็นแผ่นเสียงตกร่อง คอยแต่ติติงตีฝีปากว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างโน้นอย่างนี้

ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินสติปัญญา นโยบายและพฤติกรรมของพรรค/นักการเมืองในการเลือกตั้งแต่ละครั้งเองว่า เราจะเลือกเดินไปสู่ ประชาธิปไตยแบบไหน