แรงซื้อต่างชาติกำลังจะกลับมา ?

แรงซื้อต่างชาติกำลังจะกลับมา ?

แรงซื้อต่างชาติกำลังจะกลับมา ?

นับตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน นักลงทุนชาวต่างชาติกลายเป็นขาใหญ่ที่กลับมาเข้าซื้อหุ้นไทย โดย สัดส่วนการถือครองโดยนักลงทุนชาวต่างชาติ ใน MSCI Thailand เพิ่มขึ้น 100 bps จากระดับต่ำสุดในเดือน ธันวาคม 2558 โดยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 56.1% ในเดือน มิถุนายน 2559 โดยกลุ่มธนาคารเป็นกลุ่มที่มีการถูกขายมาโดยตลอดระหว่างปี 2015-16 ในขณะที่กลุ่มสื่อสารกลายเป็นกลุ่มที่มีการซื้อคืนมากที่สุดในช่วงดังกล่าว และ Morgan Stanley มองว่ามีโอกาสที่แรงซื้อนักลงทุนต่างชาติจะกลับเข้าหุ้นไทยในกลุ่มที่โดนขายไปก่อนหน้านี้

แรงซื้อต่างชาติกลับมาหนุนหุ้นไทย: จากช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา มีการไหลออกของเงินทุนจากนักลงทุนชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา ซึ่งคิดเป็นมูลค่าราว 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ ปัจจุบัน เราเริ่มเห็นสัญญาณกลับทิศ โดยตั้งแต่ต้นปี 2559 นักลงทุนชาวต่างชาติกลายเป็นกลุ่มทุนหลักที่เข้าซื้อหุ้นในประเทศไทยคิดเป็นมูลค่าราว 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยเราได้คำนวณปริมาณการถือครองหุ้นของนักลงทุนชาวต่างชาติ (FFFO) ใน MSCI Thailand ณ ปัจจุบัน คิดเป็น 56.1% เทียบกับระดับ 59.5% ในปี 2555 โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน MSCI Thailand กลายเป็นตลาดที่โดดเด่นที่สุดใน กลุ่มตลาดเอเชียยกเว้นญี่ปุ่น (Asia Ex Japan) และ ตลาดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (EM) โดยซื้อขายกันอยู่ที่ระดับราคาที่ค่อนข้างสูง (ซื้อขายกันที่ระดับ P/E 12 เดือนล่วงหน้า เท่ากับ 14.9 เท่า, +1SD เหนือค่าเฉลี่ยระยะยาว, สูงกว่า MSCI Axj อยู่ 17%) โดย Morgan Stanley มองว่าราคาตลาดในเวลานี้ยังคงไม่ได้รวมความเสี่ยงเรื่องการเมืองมากนัก “หลังผลลงคะแนนประชามติ รับร่างรัฐธรรมนูญไทย จะผลักดันให้เกิดการเลือกตั้งในปลายปีหน้า ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังซื้อหุ้นไทยน้อยกว่าช่วงเวลาปกติ ส่งผลให้แรงขายน่าจะมีจำกัด”

ประเด็นหลักจากสถานะการถือหุ้นรายตัว จับตาแรงซื้อคืนในหุ้นที่ถูกนักลงทุนต่างชาติขายลดน้ำหนักในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

* BBL & KBANK ถือเป็นหุ้นที่มีการ Overweight มากที่สุดช่วงก่อนหน้าปี 2015 เราจึงได้เห็นแรงขายนักลงทุนชาวต่างชาติ และเห็นการลดการ Overweight อย่างมีนัยะสำคัญ โดย KBANK ถูกปรับลดการ Overweight จนลงมาอยู่ที่ระดับ Overweight ที่ต่ำที่สุด (ประมาณ 1.9%) นับตั้งแต่ปี 2554

* SCC เป็นหุ้นอีกหนึ่งตัวที่มีการ Overweight มากสุด (ประมาณ 1%) ซึ่ง SCC ถือเป็นตัวแทนของโครงการก่อสร้างพื้นฐานของไทย โดยเราได้เห็นการปรับลดการ Overweight ลงไป 9bps ในช่วงครึ่งแรกของปี และ ถือเป็นช่วงที่มีสถานะการ Overweight น้อยสุดนับตั้งแต่ปี 2554

* PTT เป็นหุ้นที่มีสัดส่วนการให้น้ำหนักที่สูงที่สุดใน MSCI Thailand (ประมาณ 10.5%) และยังเป็นหุ้นที่มีสถานะการถูก Underweight มากที่สุด (ประมาณ 2.9%) โดยนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนอิงผลตอบแทนกับดัชนีฯ MSCI Thailand ยังคงมีสถานะการ Underweight หุ้น และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

* AOT เปรียบเสมือนตัวแทนหลักของกลุ่มท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งยังคงถูก underweight โดยนักลงทุนชาวต่างชาติ โดยในช่วงครึ่งปีแรก 2559 ยังคงมีการเพิ่มการ underweight อีก 25 bps ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2554

* MINT เป็นอีกหนึ่งตัวแทนของกลุ่มท่องเที่ยว ซึ่งมีการปรับลดการ overweight ลงมากถึง 40 bps รองจากกลุ่ม ธนาคาร

* CPF นักลงทุนชาวต่างชาติกลับมา overweight (ประมาณ 0.1%) จากเดิมที่ underweight (ประมาณ -0.3%) ในช่วงเดือน ธ.ค. 58

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นระยะสั้น (ครึ่งหลังเดือน สค.เป็นต้นไปถึง กย.16) คาดดัชนีฯจะมีแรงขายปรับพอร์ตราว 3-5% แต่ความเสี่ยงขาลงน่าจะจำกัด และ ลงมาจะเป็นโอกาสในการซื้อ ซึ่งปัจจัยลบจะมาจาก (1) กำไร บจ.ที่วิ่งตามราคาหุ้นไม่ทัน (2) คาดแรงซื้อต่างชาติ จะชะลอลงจากการรอดูท่าทีธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ในงาน Economic symposium ที่ Jackson Hole 25-27 สค.นี้ รวมถึงธนาคารกลางญี่ปุ่นที่ชะลอเพิ่ม QE เพื่อรอประเมินผล QE ที่ออกไปก่อนหน้านี้ และรอดูนโยบายหาเสียงด้านเศรษฐกิจของสหรัฐฯที่มีผลต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้