Divergence Diversity and Convergence: สถาบัน รัฐ ตลาด (52)

Divergence Diversity and Convergence: สถาบัน รัฐ ตลาด (52)

Brexit หรืออังกฤษ (หมายถึง Great Britain) ออกจาก EU จะว่าเป็นเรื่องใหญ่เอามากๆ ก็ได้ หรือเป็นเรื่องเล็กก็ได้

ไม่นานเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ก็กลายเป็นเรื่องเล็กๆ เหมือนคลื่นกระทบฝั่ง แม้ว่า GDP ของอังกฤษคิดเป็น 4% ของ GDP โลก หรืออังกฤษต้องส่งออกครึ่งหนึ่งไปที่ EU อย่าลืมว่ายังมีนอร์เวย์และสวิตเซอร์แลนด์ก็ยังไม่อยู่ใน EU คนที่คาดหวังว่ายังไงๆ อังกฤษคงไม่ออกก็อาจจะรู้สึกช็อค แต่ก็มีผู้รู้ว่าการออกจาก EU ก็มีความเป็นไปได้สูงเช่นกัน

นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากอาจจะทายผิดเรื่องที่คิดว่าอังกฤษคงอยู่ใน EU แต่ส่วนใหญ่ทายไม่ผิดว่าผลกระทบในระยะสั้นเป็นลบต่ออังกฤษ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นจริงในขณะนี้ ในด้านตลาดการเงินนั้นชัดมาก สถาบันการเงินใหญ่ๆ มีการเตรียมย้ายออกไปที่ศูนย์การเงินสำคัญในยุโรป เช่น ปารีส ซูริค หรือแฟรงค์เฟิร์ต หุ้นตกหลายวัน ค่าเงินปอนด์อ่อนลงไปเกือบ 1 ใน 10 แม้ว่าอาจจะช่วยการส่งออกได้บ้าง แต่มันเริ่มมากระทบภาคเศรษฐกิจจริง แม้การบริโภคยังทรงตัว ดูได้จากการจับจ่ายใช้สอย การค้าขายค้าปลีก แต่การลงทุนนั้นหยุดชะงัก เพราะความไม่แน่นอน คนจึงยังไม่กล้าลงทุน แต่นี่เป็นเรื่องระยะสั้น เรื่องระยะยาวยังต้องว่ากัน ซึ่งคงจะมีผลทั้งทางด้านเชิงลบและเชิงบวก ขึ้นอยู่กับว่าอังกฤษสามารถปรับตัวใน regime ใหม่อย่างไร

ที่พูดกันน้อย ผู้เขียนเองก็ยังไม่รู้ว่าจะหาอ่านได้ที่ไหน คือความสามารถในการแยกแยะเชิงสถิติว่ากลุ่มคนหรือพื้นที่และในภาพรวมที่โหวตออกและไม่ออกจาก EU นั้น มีมูลเหตุมาจากอะไร ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องเดียว การทำสำรวจความเห็นก่อนและหลังที่เป็นวิทยาศาสตร์ก็น่าจะเป็นวิธีหนึ่ง ถ้าขอบข่ายของคำถามมีความละเอียดครบถ้วนเพียงพอ ผู้เขียนจะขอเดาอย่างเป็นเหตุเป็นผลโดยดูจากวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ความเชื่อของผู้นำและสังคมอังกฤษ สิ่งแวดล้อมของโลกและในยุโรป หรือ EU ที่เปลี่ยนไป

วารสาร Economist เมื่อเร็วๆ นี้ให้ข้อมูลเรื่องตัวแปรของผู้อพยพชาวมุสลิม โดยพบอะไรที่มันขัดกันหรือย้อนแย้ง เช่น ถ้าคนอังกฤษในท้องถิ่นหรือย่านนั้นมีผู้อพยพเป็นมุสลิมมาก เราน่าจะพบว่าเมือง เขต หรือย่านนั้นๆ น่าจะมีสัดส่วนคนที่โหวตให้ออกจาก EU สูง แต่ที่พบนั้นคือตรงกันข้าม ลอนดอนซึ่งเป็นเขตเมืองที่มีประชากรคนเกิดนอกประเทศสูงถึงกว่า 30% กลับเป็นเมืองที่คนอังกฤษโหวตให้อยู่ใน EU ลอนดอนเป็นเมืองใหญ่ เป็นศูนย์กลางทางการเงินและบริการ มีคนชั้นกลางระดับสูงในสัดส่วนที่สูง อาจมีน้ำหนักทำให้เมืองหลวงของอังกฤษโดยรวมเลือกที่จะอยู่กับ EU แต่การสำรวจพบอีกว่ามีเมืองอื่นๆ อีกหลายเมืองที่โหวตให้อังกฤษออกจาก EU นั้น มีสัดส่วนของประชากรอพยพหรือเกิดในต่างประเทศที่ไม่สูง แต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตของจำนวนผู้อพยพในอัตราที่สูงมาก คือสูงถึง 200-300% กลายเป็นว่าการเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงอย่างรวดเร็วทำให้คนกลัวผู้อพยพ

ตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ในรอบเกือบ 50 ปีที่ผ่านมา ความเจริญเติบโตของอังกฤษไม่ได้เหนือกว่ากลุ่มประเทศที่อยู่ใน EU อย่างมีนัยสำคัญ ทั้ง EU และอังกฤษอยู่ในช่วงขาลงในวัฏจักรระยะยาว คือโตช้าลง แต่มีข้อสังเกตว่ายุคทองของยุโรป คือ 20 ปีเศษๆ หลังสงคราม และเป็นช่วงที่อังกฤษยังไม่เข้าร่วมในประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Community หรือ EEC) ในปี 1973 โดยเฉลี่ยอังกฤษมีอัตราเฉลี่ยการเติบโตต่ำกว่าของประชาคมโดยเฉลี่ยและต่ำกว่า 4 ประเทศใหญ่

แต่ในทศวรรษ 80 การเติบโตของอังกฤษดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้เด่นอย่างมีนัยสำคัญ ในครึ่งหนึ่งของเวลา อังกฤษจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นประจำ ซึ่งก็คือการนำเข้าเงินออมจากต่างประเทศ แต่ก็ไม่สม่ำเสมอต่อเนื่องเหมือนฝรั่งเศสหรือหลายๆ ประเทศในยุโรป เยอรมันมักเป็นประเทศเดียวใน EU ที่โดยทั่วไปมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ซึ่งหมายถึงมีการส่งออกทุนหรือส่งออกการออม

30 ประเทศในยุโรปมีความหลากหลาย เช่นเดียวกับ EU ทั้ง 27 ประเทศ โดยเฉพาะประเทศทางใต้ ทางตอนกลาง และทางตะวันออก ซึ่งหลายประเทศก็อยู่ใน EUแล้ว ยุโรปมีประชากร 450 ล้านคน มีความหนาแน่นของประชากรค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสหรัฐ โซเวียต หรือจีน สำหรับอังกฤษแต่ไหนแต่ไรมา โครงสร้างการผลิตและความเป็นเมืองในศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 ล้ำหน้ากว่ากลุ่มประเทศก้าวหน้าในยุโรปตะวันตกและยุโรปเหนือ หรือยุโรปบนภาคพื้นทวีป สัดส่วนการผลิตและประชากรในภาคเกษตรของอังกฤษต่ำที่สุด

หลังสงคราม อังกฤษก็เหมือนประเทศกลุ่มก้าวหน้าที่เจริญมาก คือมีความเป็นอุตสาหกรรมการผลิตที่ลดลงหรือหายไป (Deindustrialization) แต่อังกฤษมีลักษณะพิเศษคือ ภาคการค้าและบริการที่เป็นส่วนของภาคการเงิน การประกันภัย พาณิชยกรรม การศึกษา สาธารณสุข จะมีสัดส่วนที่สูงกว่าหลายๆ ประเทศ ซึ่งปัจจุบันให้ความได้เปรียบในการแข่งขันแก่อังกฤษ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ทำให้อังกฤษสามารถส่งออกสินค้าประเภทบริการได้มากขึ้น เห็นได้ชัดจากการที่อินเดียผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำโลกด้านการให้บริการซอฟต์แวร์

 แต่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและกระบวนการโลกานุวัตน์นี้เองนั่นแหละ ก็ทำให้อังกฤษต้องสูญเสียความเป็นผู้นำที่อดีตเคยมีมาก่อนหลายร้อยปีในการเป็นผู้ผูกขาดทางด้านบริการเกือบทุกประเภท จนกระทั่งอังกฤษ โดยเฉพาะลอนดอนหรือ The City ต้องปฏิรูปขนานใหญ่ โดยการผ่อนคลายหรือเปิดเสรีอย่างเต็มที่ หรือที่เรียกว่า Big Bang ในทศวรรษที่ 80 ทำให้ขีดความสามารถในด้านการบริการของอังกฤษในทศวรรษ 90 ดีขึ้น

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวของอังกฤษเกิดขึ้นในบริบทที่เป็นการเริ่มต้นขาลงของความยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจ (และอำนาจ) ของอังกฤษ ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 เกิดจากการผงาดเป็นผู้นำโดยเฉพาะทางอุตสาหกรรมของสหรัฐอเมริกาและเยอรมัน