วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทยแลนด์ 4.0 ‘สตาร์ทอัพ-SMEs’ ไปด้วยกันอย่างไร

สตาร์ทอัพ เครื่องยนต์หลัก?

ในช่วงนี้หลายคนคงสัมผัสได้ถึงความตั้งใจของรัฐบาลนี้ที่มุ่งมั่นผลักดันการปฏิรูปประเทศไทยให้เข้าสู่ยุคดิจิทัล 4.0 จะเห็นได้จากการที่รัฐวางโครงการไว้เป็นวาระแห่งชาติตามแผนพัฒนาดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมเรียบร้อยแล้ว บรรดาสตาร์ทอัพหรือผู้ประกอบการที่ใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในการขับเคลื่อนธุรกิจและประเทศ มีการระดมพลังสมองขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนมากมายเป็นหลายสิบหน่วย มีการจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณที่จะใช้การสนับสนุนเป็นหลักหมื่นล้านบาท มีการเตรียมการออกกฎหมายและนโยบายมากมายในช่วงเวลาอีกไม่นาน ล้วนเป็นความพยายามที่จะทำให้ไทยจะได้หลุดพ้นจากการเป็นประเทศรายได้ประเทศปานกลางเสียที

แต่เอสเอ็มอีดูเหมือนจะไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่เอสเอ็มอีก็เป็นส่วนหนึ่งของประชารัฐและสามารถร่วมขบวนไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างไม่เคอะเขิน เพียงแต่รัฐช่วยจัดรูปขบวนให้เอสเอ็มอีสามารถร่วมขบวนได้

กำหนดประเภทธุรกิจให้ชัด

รัฐได้วางแผนไว้แล้วว่า ต่อไปนี้ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ซึ่งได้แก่ อุตสาหกรรมทางชีวภาพ พลังงานทดแทน วิศวกรรมและการออกแบบ อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกับคุณภาพชีวิต และอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จะเป็นกลุ่มธุรกิจหลักที่รัฐอยากสนับสนุนให้มีการสร้างมูลค่าธุรกิจให้มากที่สุด ปัญหาประการแรกก็คือขอบเขตของห้ากลุ่มอุตสาหกรรมนี้ น่าจะครอบคลุมเกือบทุกประเภทธุรกิจ จะเป็นไปได้หรือไม่ ถ้าจะมีการกำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมลงในรายละเอียดให้ชัดเจนมากขึ้น น่าจะเป็นผลดีกับทั้งผู้ประกอบการเองและทั้งภาครัฐ เพราะหากผู้ประกอบการใช้เงินทุนและเวลาวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่กำลังเป็นที่ต้องการ และตอบโจทย์ทิศทางอุตสาหกรรมที่เป็นที่ต้องการในภาพรวม

การลงทุนและวิจัยพัฒนาจะตามมา

เราทราบแล้วว่ารัฐต้องการสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากยางพารา ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สนใจธุรกิจยางพาราลงทุนวิจัยพัฒนาสินค้ายางพารา กรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งมีฐานข้อมูลการประดิษฐ์และเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสามารถนำเสนอข้อมูลในส่วนที่เปิดเผยได้ว่า มีผู้ประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ยางพาราอะไรไว้แล้ว เอสเอ็มอีจะได้ไม่ต้องทำซ้ำซ้อน โดยเปลี่ยนไปทำการพัฒนาต่อยอดให้ดีกว่าเดิม

ในทางกลับกัน เจ้าของสิ่งประดิษฐ์หรือเทคโนโลยี เช่น สถาบันวิจัย หรือนักวิจัยอิสระอาจมีความสามารถในการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม หรือเทคโนโลยีใหม่ที่มีศักยภาพในทางธุรกิจได้ แต่ไม่มีเงินทุนหรือไม่มีหน้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสิ่งประดิษฐ์ ซึ่งก็จะเป็นที่น่าเสียดายมากหากเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่น่าจะเป็นประโยชน์ไม่ได้รับการประยุกต์ใช้ในทางธุรกิจ ทั้งๆ ที่มีคนคิดค้นวิจัยไว้ และน่าจะมีศักยภาพ

ดิจิทัลแพลตฟอร์มของชาติ

จะเห็นว่ารูปแบบในการผลักดันอย่างหนึ่ง คือการจัดงานอีเวนท์ ซึ่งอานิสงส์ก็มีอยู่ แต่ต้องยอมรับว่า งานอีเวนท์ซึ่งใช้งบประมาณจำนวนมากนั้น ค่อนข้างมีลักษณะตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เพราะถึงแม้จะได้รับความสนใจจากประชาชนหรือได้ความร่วมมือจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องช่วยกันสนับสนุน หรือมาร่วมงาน แต่ก็เป็นอะไรชั่วคราว ผลสุดท้ายงบประมาณที่ใช้จัดงานอาจไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร

งบประมาณควรจะใช้อะไรที่มีความยั่งยืนกว่านั้น เช่น การใช้เงินงบประมาณสร้างดิจิทัลแพลตฟอร์ม เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการสร้างเสริมความรู้ความสามารถในการธุรกิจสตาร์ทอัพ หรือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเริ่มตั้งแต่การบ่มเพาะให้ความรู้ การพัฒนาตัวสินค้าบริการและศักยภาพของผู้ประกอบการ เบ็ดเสร็จไปถึงการจำหน่ายการจัดส่งและการชำระเงินแบบออนไลน์ ซึ่งจะช่วยเกื้อหนุนธุรกิจ ไม่เพียงกลุ่มเทคโนโลยีสตาร์ทอัพ ยังเป็นการดึงกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หรือแม้กระทั่งผู้ประกอบการสินค้าพื้นเมืองโอทอป ซึ่งไม่ได้ใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในธุรกิจให้เข้ามาสู่ระบบของเศรษฐกิจดิจิทัล

นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงของรัฐที่อาจจะสูญเงินไปเปล่ากับธุรกิจสตาร์ทอัพ ซึ่งสถิติบ่งชี้ว่ากลุ่มที่ประสบความสำเร็จที่เราเห็นในปัจจุบันนั้นคือ 1 ใน 1,000 ในขณะเดียวกันก็เป็นการโอบอุ้มเอสเอ็มอีซึ่งมีมากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ มาเป็นกำลังช่วยขับเคลื่อนไทยสู่ยุค 4.0

สิ่งที่น่าสนใจในการสร้างดิจิทัลแพลตฟอร์ม พบว่าเบื้องต้นรัฐมีวัตถุดิบอยู่เกือบครบแล้ว อาทิเช่น เว็บไซต์ตลาดออนไลน์ thaitrade.com ของกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งที่ผู้ประกอบการสามารถเอาสินค้าไปขายบนอินเทอร์เน็ต และมีผู้ซื้อจากหลากหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันมีสำนักพัฒนาผู้ประกอบการ คอยทำหน้าที่นี้อยู่ เข้ามาร่วมดำเนินการบ่มเพาะ เผยแพร่ความรู้วิทยาการ การเขียนแผนธุรกิจ การยืดอายุสินค้า บนแพลตฟอร์มนี้ก็ได้ เมื่อธุรกิจเป็นรูปเป็นร่างแล้ว อาจมีศูนย์ความรู้ด้านการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ หรือทีซีดีซี ช่วยให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบทางศิลป์มาใช้เพิ่มมูลค่าของสินค้า เช่น การออกแบบหีบห่อบรรจุภัณฑ์ หรือดีไซน์ของตัวสินค้า เพื่อเพิ่มมูลค่าและขยายฐานลูกค้าให้มากขึ้นได้

เมื่อมีศูนย์บ่มเพาะออนไลน์ ตลาดออนไลน์แล้ว ผู้ประกอบการจึงสามารถมีโอกาสประชาสัมพันธ์สินค้าได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องอาศัยเทศกาลท่องเที่ยว หรือต้องรอให้รัฐจัดงานแสดงสินค้าเสียก่อน และยังเปิดโอกาสในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศได้ด้วย ลองนึกภาพเว็บไซต์ดังกล่าวมีภาษาอังกฤษ ภาษาจีน สินค้าโอทอปอย่างผ้าทอผ้าถุงลายพื้นเมืองหรือผลไม้แปรรูปต่างๆ จะขายได้มากขึ้นขนาดไหน เมื่อระบบเข้าที่แล้ว รัฐก็สามารถประชาสัมพันธ์เว็บไซต์นี้ได้ตามการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าทั้งในและนอกประเทศ หรือแม้แต่เอกชนเองที่ไปเข้าร่วมงานแสดงสินค้าการเจรจาธุรกิจในต่างประเทศ ก็สามารถช่วยรัฐโปรโมทดิจิทัลแพลตฟอร์มนี้ได้โดยไม่ลำบาก และโดยไม่ต้องเกรงว่าจะเป็นการละลายเงินไปกับการประชาสัมพันธ์แบบชั่วครู่ชั่วยามอย่างงานอีเวนท์ในรูปแบบเดิม

มีทุกอย่าง ขาดแต่การซิงโครไนซ์

หากรัฐต้องการเอาจริงกับเศรษฐกิจดิจิทัล ต้องมีความชัดเจนตั้งแต่การกำหนดทิศทางและอุตสาหกรรมที่ต้องการส่งเสริมอย่างเป็นรูปธรรม พิจารณาใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้ให้มีประสิทธิภาพ ปัจจุบันมีหน่วยงานหลายแห่งต่างแยกกันทำหน้าที่โดยไม่มุ่งตอบสนองนโยบายให้ไปในทิศทางเดียวกัน ต่อจากนี้ไปหน่วยงานเหล่านั้นต้องบริหารงานอย่างบูรณาการโดยซิงโครไนซ์การทำงานของหน่วยงานรัฐที่ดูแลโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐมี ถ้ารัฐทำได้ เชื่อมั่นว่าไม่เพียงแต่สตาร์ทอัพเท่านั้นที่จะได้ประโยชน์ แต่อานิสงส์จากการจัดการที่เป็นระบบระเบียบเช่นนี้ จะครอบคลุมไปถึงเอสเอ็มอี

และภาพการปฏิรูปประเทศไทยด้วยเศรษฐกิจดิจิทัล 4.0 คงไม่ใช่ความฝันอันเลื่อนลอยอีกต่อไป

-----------------------------

 ธีรพล สุวรรณประทีป

[email protected]

ธิรชา ปัญจบุตรชัย

[email protected]