บีโออีวางเดิมพันสูง ฟื้นเศรษฐกิจถดถอย

บีโออีวางเดิมพันสูง ฟื้นเศรษฐกิจถดถอย

มาร์ค คาร์นีย์ เป็นหนึ่งในผู้ว่าการธนาคารกลางของอังกฤษ

 (บีโออี) ที่ถูกบรรดานักลงทุนและนักวิเคราะห์ตลาดทุนโลก วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จากที่เคยออกมาให้สัมภาษณ์อย่างเชื่อมั่น ในเศรษฐกิจของอังกฤษ จะมีการเติบโตของจีดีพีหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ที่แข็งแกร่งมากที่สุดประเทศหนึ่งของสหภาพยุโรป (อียู) ในช่วงก่อนที่จะมีการลงประชามติ หรือ Brexit ของชาวสหราชอาณาจักรให้ออกจากการเป็นสมาชิกอียูเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่ตลาดกลับมองเห็นสัญญาณถดถอยทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้านั้น และเชื่อว่าค่าเงินปอนด์จะตกต่ำลง เช่นเดียวกับทิศทางการลงทุนของตลาดหุ้นอังกฤษ ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น เพราะในที่สุดบีโออีก็หั่นจีดีพีลดลงในช่วง 2 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะในปี 2017 หั่นลงเหลือแค่ 0.8% จากตัวเลขก่อนหน้าอยู่ที่ 2.3% และปรับลดปี 2018 มาอยู่ที่ 1.8% อย่างไรก็ดี บีโออีคงคาดการณ์จีดีพีปี 2016 อยู่ที่ 2% ถึงแม้ว่าจะมองเห็นเศรษฐกิจขยายตัวเพียง 0.1% ในไตรมาสที่ 3 นี้

ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงินของบีโออีเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม มีมติเอกฉันท์ 9:0 ลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 0.5% เหลือ 0.25% ในรอบ 7 ปีนับตั้งแต่ปี 2009 พร้อมขยายวงเงินคิวอีภายใต้แผนดำเนินการ 2 ส่วน ส่วนแรกประกอบด้วยมาตรการเพิ่มเม็ดเงินคิวอีก 6 หมื่นล้านปอนด์ เป็น 4.35 แสนล้านปอนด์ แม้จะมีเสียงแตกแถวเพราะมีมติ 6:3 และมีมติ 8:1 ใช้เม็ดเงินคิวอี 1 หมื่นล้านปอนด์เพื่อไปซื้อ corporate bonds เป็นเวลา 18 เดือน อาจเป็นการเข้าอุ้มภาคธุรกิจที่อ่อนแอ สำหรับส่วนที่สอง จะเป็นการใช้เงินคิวอีอีก 1 แสนล้านปอนด์ ให้กู้ผ่านธนาคารพาณิชย์ไปให้สินเชื่อกับภาคธุรกิจ ซึ่งอาจจะขยายวงเงินเพิ่มขึ้นถึง 1.7 แสนล้านปอนด์ รวมเป็นการใช้เงินติวอีรอบใหม่นี้อาจจะสูงถึง 2.4 แสนล้านปอนด์

นับเป็นเดิมพันสูงมากับพยายามในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้มั่นใจเพื่อให้มั่นใจว่าการลดดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ จะทำให้เกิดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำไปถึงมือผู้บริโภคและภาคเอกชนอย่างแท้จริง รวมทั้งทำให้เศรษฐกิจของอังกฤษจะกลับมาให้ฟื้นตัวได้อีกในช่วง 2-3 ปีข้างหน้านี้ นอกจากนี้ ตลาดยังคาดการณ์ว่า บีโออีอาจจะลดดอกเบี้ยลงได้อีกในปีนี้ ไปอยู่ที่ระดับสูงกว่า 0% เล็กน้อย หากแนวโน้มเศรษฐกิจย่ำแย่กว่าที่คาดไว้ เนื่องจากว่าภายหลัง Brexit ส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินปอนด์ปรับตัวลง และแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะสั้นจนถึงระยะกลางอ่อนแอลงอย่างมากด้วย แต่มาร์ค คาร์นีย์ ยังคงย้ำว่า การตัดสินใจที่เร็วและครอบคลุมครบทุกด้านที่จะช่วยลดความไม่แน่นอน เสริมความมั่นใจของตลาด ลดทอนสภาวะความซบเซา และเพิ่มโอกาสให้อังกฤษปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ ในช่วงนับถอยหลังออกจากอียู รวมทั้งเพื่อให้เกิดเป็นโอกาสใหม่นอกกรอบอียู

บีโออีได้ใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณ หรือคิวอีในการใช้วงเงินอัดฉีดสภาพคล่อง 3.75 แสนล้านปอนด์โดยเสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่ปลายปี 2012 สำหรับการยุติวิกฤติทางเศรษฐกิจและการเงินในรอบแรก ล่าสุดการเพิ่มคิวอีรอบใหม่มากขึ้นเป็น 4.35 แสนล้านปอนด์จะสามารถยุติการตกต่ำของเงินปอนด์เทียบดอลลาร์สหรัฐซึ่งดิ่งลงต่ำสุดรอบ 31 ปี รวมทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษอายุ 10 ปีที่มีอัตราผลตอบแทนการลงทุนร่วงลงสู่สถิติต่ำสุดใหม่ที่ระดับต่ำกว่า 1% โดยเป็นผลจาก Brexit ให้กลับมามีความน่าเชื่อถืออีกครั้งได้หรือไม่ ภาพเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นว่าบีโออีกำลังติดกับดักคิวอีที่ตัวเองสร้างขึ้นมา เหมือนๆ กับที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ในขณะนี้หรือไม่ เพราะทั้งอีซีบีและบีโอเจเป็นขาใหญ่ทั้งสองแห่งในการใช้เงินคิวซีซื้อสินทรัพย์ทางการเงินในตลาดการเงินโลกถึงเดือนละ 1.8 แสนล้านดอลลาร์จะสามารถออกจากกับดักที่สร้างความไม่แน่นอนกับระบบการเงินโลกในอนาคตได้หรือไม่