พรุ่งนี้ วันอาทิตย์ที่ 7 ส.ค. วันลง “ประชามติ”
...ตื่นแต่เช้า หายใจลึกๆ เตรียมเข้าคูหา ใครมาท้าพนันถึงผลการลงประชามติวันนี้ก็อย่าได้ไปยุ่งกับเขา บอกเขาว่าอนาคตบ้านเมืองเอามาพนันขันต่อกันไม่ได้
ใครมาชักชวนคุณให้กาบัตรไปทางใดทางหนึ่ง ก็ไม่ต้องสนใจมาก ฟังเขาได้ แต่ไม่ต้องเชื่อ หรือไม่ต้องคัดค้านต่อต้าน
เพราะในคูหาลงประชามตินั้น หนึ่งเสียงของเราเป็นของเรา ไม่มีใครมาชักชวน ข่มขู่ คุกคามหรือทำให้เราเขวได้
ฝ่ายไหนจะอ้างว่าเป็น “ประชาธิปไตย” มากกว่า ใครจะวิจารณ์ว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ดีหรือไม่ดีอย่างไร ท้ายที่สุดเราก็จะเป็นคนตัดสิน
เขาให้เรากาบัตรมีคำถามเรื่องเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่... และมีคำถามพ่วงว่าจะให้สมาชิกวุฒิสภา มีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นเวลา 5 ปีหรือไม่
โดยคำถามพ่วงเต็มๆ อ่านได้ความว่า
“ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา เป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”
จะเห็นชอบทั้งสองข้อ หรือเห็นชอบข้อเดียว หรือไม่เห็นชอบเลยก็ตัดสินใจด้วยตนเอง ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องกลัวอะไรใครทั้งสิ้น
บอกตัวเองว่าต้องยอมรับความจริงว่าไม่ว่าผลประชามติจะออกมาอย่างไร สถานการณ์บ้านเมืองก็คงจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมากกว่าที่ผ่านมา
ประชามติจะออกมาทางใด ความขัดแย้งทางการเมืองที่แบ่งสีแบ่งฝ่ายกัน มาตลอดเวลากว่าสิบปีก็คงจะยังเป็นไปเช่นนั้น
เพราะร่างรัฐธรรมนูญเป็นเพียงตัวหนังสือ เป็นข้อเสนอกติกาที่อย่างไรเสีย ก็ไม่สามารถจะทำให้ทุกคนพอใจได้ รัฐธรรมนูญที่ “ดีที่สุด” ยังไม่มี และจะไม่มีวันมี เพราะผลประโยชน์ของแต่ละกลุ่มคนย่อมแตกต่างกัน
เดิมทีมีคนบางกลุ่มมองว่าการลงประชามติครั้งนี้เป็นการวัดดวง ระหว่างฝ่ายเห็นด้วยกับรัฐประหารกับฝ่ายไม่เอารัฐประหาร
บางคนบอกว่าเป็นเรื่องระหว่างสีเหลืองกับสีแดงอีกแล้ว
อีกบางคนบอกว่าหากฟังจากคำแถลงของคนพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ที่ดูเหมือนจะไม่ยอมรับร่างนี้เหมือนกัน ดังนั้นอาจจะสรุปว่านี่เป็นการประลองกำลัง ระหว่างนักการเมืองกับคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่
หรือนี่เป็นเรื่อง “ประชาธิปไตยตะวันตก” กับ “ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ”?
ผมมองว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของคนไม่กี่กลุ่มในสังคม ที่เกาะกลุ่มเพื่อปกป้องสิทธิหรือแนวคิดของตน เป็นสภาพการเมืองของไทยมาแต่ไหนแต่ไร เพราะ “ประชาธิปไตย” ของเรายังไม่ลงไปถึงรากหญ้าหรือฐานรากอย่างแท้จริง
มีแต่คนอ้างว่าพวกเขาเข้าใจรากหญ้า มีแต่กลุ่มการเมืองที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของเสียงคนด้อยโอกาส มีแต่คนที่กล่าวอ้างทฤษฎีต่างๆ เพื่อยืนยันความเชื่อของตน
เรายังไม่อาจก้าวข้ามวงจรอุบาทว์ “เลือกตั้ง-รัฐประหาร-เลือกตั้ง-รัฐประหาร” เพราะเรายังหลอกตัวเองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวเราทุกวันนี้คือ “ประชาธิปไตย”
แต่เราก็ท้อไม่ได้ ทิ้งความหวังไม่ได้ เมื่อละครการเมืองเล่นมาถึงบทนี้ เราในฐานะที่เป็นเจ้าของโรงตัวจริงก็ต้องออกไปใช้สิทธิ เพื่อสะท้อนถึงความคิดเห็นของเรา ไม่ว่าผลจะออกมาทางใดทางหนึ่ง ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตของคนไทยทั่วไปเปลี่ยนไปในทางใดทางหนึ่ง
เพราะนี่เป็นเพียง “อากัปกิริยา” เท่านั้น มิใช่ “เนื้อหาสาระ” ของการปฏิรูปประเทศชาติอย่างแท้จริง
ความรู้สึกอึดอัดกระอักกระอ่วน กับสภาพบ้านเมืองที่เห็นและเป็นอยู่ทุกวันนี้ เป็นสิ่งที่เราจะต้องรับรู้และอดทน ทำตัวให้เป็น “พลเมืองมีคุณภาพ” ไม่ถูกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกระชากลากถูหรือดึงไปข้างโน้นข้างนี้ทั้ง ๆ ที่เรารู้ว่าทางเดียวคือการเดินต่อไปข้างหน้า
ย่างเท้าข้างหนึ่งไปข้างหน้าของเท้าอีกข้างหนึ่ง อย่าย่นระย่อ อย่าหยุด อย่าถูกพิธีกรรมและวาทกรรมหลอกล่อให้หลงทาง มุ่งมั่นสร้างความรู้ความเข้าใจเพื่อให้เป็น “พลเมืองมีคุณภาพ” อย่างสม่ำเสมอ
ที่สำคัญอย่าละทิ้งอารมณ์ขัน หัวเราะกับความไร้สาระและ “ดราม่า” ในแวดวงการเมืองเอาไว้ด้วย หาไม่แล้วเราจะไม่อาจรักษา “สภาพจิต” ของสังคมไทยโดยส่วนรวมไปผ่านขวากหนามที่ล้อมตัวเราอยู่เต็มไปหมดได้
หายใจลึกๆ ยาวๆ เข้าไว้ครับ เพราะเรื่องแก่งแย่งอำนาจมาแล้วก็ไป แต่เราต้องอยู่เพื่อลูกหลานเหลนโหลน เพื่ออนาคตของชาติเป็นหลักครับ









