คำถามที่นักวิเคราะห์เศรษฐกิจโดนถามมากที่สุดในช่วงนี้คงหนีไม่พ้นเรื่อง “ทำไมเงินทุนไหลเข้าบ้านเราเร็วและแรง”
คำถามที่นักวิเคราะห์เศรษฐกิจโดนถามมากที่สุดในช่วงนี้คงหนีไม่พ้นเรื่อง “ทำไมเงินทุนไหลเข้าบ้านเราเร็วและแรง” และ “แล้วยังมีแนวโน้มไหลเข้ามาอีกไหม” ซึ่งก็เป็นคำถามที่น่าสนใจจริง ๆ เพราะแค่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมาต่างชาติซื้อหุ้นไทยไปถึง 44,027 ล้านบาทและแค่สองวันทำการของเดือนนี้ก็ซื้อบอนด์ไทยแล้วถึง 46,070 ล้านบาทเลยทีเดียว
จะตอบคำถามเงินล้านทั้งสองข้อนี้ได้ ผมมองว่าเราต้องมาทำความเข้าใจกับภาพรวมของตลาดทุนทั้งไทยและต่างประเทศช่วงนี้ก่อนครับ ซึ่งผมอยากจะชี้ให้ท่านผู้อ่านเห็นถึง 3 ประเด็นหลักที่ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายของเงินทุนดังนี้ครับ
ประเด็นแรกเราไม่ได้ดีมากแต่ developed countries เริ่มมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นฝั่งสหรัฐที่ตัวเลขการเติบโต (GDP) ไตรมาสล่าสุดออกมาน้อยกว่าคาดคือโตแค่ 1.2% จากที่คาดกันไว้ถึง 2.4% ปัญหาเสถียรภาพของธนาคารพาณิชย์ในยุโรปที่อาจต้องเพิ่มทุนตาม NPL ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หรือค่าเงินเยนที่แข็งค่าหนักเกือบ 20% ตั้งแต่ต้นปีกดดันผลประกอบการของบริษัทในญี่ปุ่น ทั้งหมดที่กล่าวมาส่งผลให้นักลงทุนหันกลับมาหา emerging market ที่แม้เศรษฐกิจจะยังไม่ดีขึ้นแต่ก็ถือว่า “มีปัญหาน้อยกว่า” ในช่วงนี้
ประเด็นที่สอง บอนด์ไทยให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าฝั่งยุโรปและญี่ปุ่นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งประเด็นนี้เรียกว่าเป็น attractive valuation ของตลาดเราที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาครับ ช่วงนั้น bid coverage ratio ของบอนด์ออกใหม่ช่วงอายุ 3-5 ปีลงไปต่ำกว่า 1 เท่า (ทั้งที่ก่อนหน้านี้จะอยู่ที่ 2-3 เท่ามาตลอด) ส่งผลให้บอนด์ยิลด์ปรับตัวขึ้นทันที และหลังจากนั้นก็ไม่ได้ปรับตัวลงกลับไปตามยิลด์ยุโรปหรือญี่ปุ่นที่หลุดไปติดลบกันหนักจากเหตุการณ์ Brexit ส่งผลให้ตอนนี้ ถ้าเราเอาcash flows ของบอนด์ของแต่ละประเทศ swap ให้เป็นดอลลาร์แล้วเทียบกัน จะเห็นว่ายิลด์ 10 ปีของบอนด์ไทยจะอยู่ที่ประมาณ 2.7% ซึ่งน่าสนใจทีเดียวเมื่อเทียบกับฝั่งยุโรปหรือญี่ปุ่นที่ให้ผลตอบแทนราว 2.1% ในรูปดอลลาร์สหรัฐ (บอนด์ยิลด์สหรัฐอายุ 10ปีตอนนี้อยู่ที่ระดับ 1.4% เท่านั้นเองครับ)
ประเด็นสุดท้าย ค่าเงินบาทในปัจจุบันยังมีแนวโน้มแข็งค่า ทั้งจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องและดอลลาร์ที่อ่อนค่าได้อีกถ้าเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ขณะที่ ธปท. เราคงไม่ลดดอกเบี้ยเร็ว ๆ นี้แน่ ส่งผลเงินบาทคงอ่อนค่ายาก อีกทั้งนับตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาเงินบาทก็แข็งค่าขึ้นเพียง 3-4% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกันสกุลเงินอื่นในภูมิภาคที่แข็งค่าไปแล้ว 5-6% ในช่วงเดียวกัน นักลงทุนจึงมองว่าเงินบาทยังแข็งค่าได้อีก
ตอนนี้เราน่าจะได้คำตอบแล้วว่าทำไมเงินลงทุนไหลถึงเข้าไทยในช่วงนี้ แต่จะไหลเข้าต่อหรือไม่ก็ต้องลุ้นว่าปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมด มีโอกาสจะคงอยู่ต่อไปหรือไม่ครับ
ในด้านเศรษฐกิจและตลาดทุนผมมองว่าสิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษก็คือเศรษฐกิจสหรัฐครับ ถ้าสหรัฐยังไม่ฟื้นตัวเร็ว ๆ นี้ก็มีความเป็นไปได้สูงที่เงินทุนจะยังไหลเข้า emerging market ต่อ ส่วนตลาดบอนด์และค่าเงิน ผมมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดแทบจะเป็นประเด็นเดียวที่จะทำให้เงินบาทอ่อนค่าและบอนด์ยิลด์ไทยปรับตัวขึ้นได้ ซึ่งด้วยการฟื้นตัวที่ยังไม่ชัดและเงินเฟ้อที่ยังไม่สูง การขึ้นดอกเบี้ยก็ยังชะลอต่อไปได้เรื่อย ๆ ครับ
สรุปคือผมมองว่าสถานการณ์ของตลาดการเงินโลกยังเอื้อให้เงินทุนไหลเข้า emerging market อยู่นะครับ แต่เนื่องจากเงินไม่ได้ไหลเข้าจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้นแต่เกิดจากการเศรษฐกิจต่างประเทศที่แย่ลง มันจึงมา “เร็วและแรง” ผิดปรกติ เราจึงควรจับตาดูภาวะตลาดให้มากเป็นพิเศษ เพราะถ้าเกิดเศรษฐกิจสหรัฐกลับมาดีเกินคาดจนเฟดสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ในเดือนกันยานี้ เงินทุนก็อาจพลิกกลับไปเป็นไหลออก “เร็วและแรงมาก” เช่นกันครับ






