วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มองผ่านการเลือกตั้งในอเมริกา(3)

ณ วันนี้เป็นที่รู้กันแล้วว่าสองพรรคใหญ่ส่งใครลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี นอกจากสองพรรคนี้ มีพรรคขนาดเล็ก

ส่งตัวแทนเข้าร่วมชิงอีกหลายคนแต่โอกาสชนะของผู้สมัครจากพรรคเล็กไม่มี ฉะนั้น ปีหน้าประธานาธิบดีคนใหม่หากไม่ใช่ชื่อฮิลลารี คลินตัน ก็ชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ภูมิหลังที่ต่างกันจะส่งผลให้สองคนนี้มีนโยบายต่างกันโดยเฉพาะทางด้านสวัสดิการสังคมซึ่งนางคลินตันจะเห็นความสำคัญสูงกว่า แต่ความต่างกันจะไม่ถึงกับทำให้ระบอบประชาธิปไตยที่ถูกบิดเบือนไปลดลง หรือระบบเศรษฐกิจตามแนวคิดตลาดเสรีกระแสหลักถูกปรับเปลี่ยนให้ทันสมัย

การปกครองของอเมริกาเป็นประชาธิปไตยที่ถูกบิดเบือนไปจากอุดมการณ์เศรษฐีมักมีเสียงมากกว่าคนส่วนใหญ่ เพราะสามารถทำการประชาสัมพันธ์ชนิดบิดเบือนได้พร้อมกับให้ทุนสนับสนุนนักการเมืองเกือบทั่วถึง นักการเมืองส่วนใหญ่จึงมักเอื้อประโยชน์ให้เศรษฐี ขอยกตัวอย่างเรื่องปืนกับเรื่องภาคการเงิน ในอเมริกาเกิดฆาตกรรมบ่อยมากจากการใช้ปืน รวมทั้งปืนยิงเร็วจำพวก AR-15 และ AK-47 ที่ใช้ในสนามรบ ความพยายามที่จะผ่านกฎหมายควบคุมการขายอาวุธร้ายให้แก่ประชาชนทั่วไปไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ได้รับแรงจูงใจให้เข้าข้างอุตสาหกรรมทำและค้าปืน

ภาคการเงินเป็นต้นตอของการก่อให้เกิดฟองสบู่เศรษฐกิจหลายครั้งในช่วงเวลา 35 ปีที่ผ่านมา เพราะการเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน การเล่นแร่แปรธาตุมักทำผ่านการลดมาตรฐานการให้กู้ยืมและการสร้างอนุพันธ์ทางการเงินแล้วซื้อขายกันไปมาในบรรดาสถาบันการเงินด้วยกัน กิจการเหล่านี้เป็นผีโม่แป้งซึ่งแทบไม่มีผลดีต่อเศรษฐกิจแต่สร้างความร่ำรวยมหาศาลให้ผู้บริหารของสถาบันการเงิน เศรษฐกิจประสบวิกฤติทุกครั้งเมื่อฟองสบู่แตก

นอกจากภาครัฐจะไม่สามารถปฏิรูปภาคนี้ได้แล้ว ยังตกอยู่ในสภาพถูกสถาบันการเงินขนาดใหญ่จับไว้เป็นตัวประกันอีกด้วย กล่าวคือ รัฐบาลต้องเข้าไปอุ้มสถาบันการเงินเหล่านั้นเมื่อเกิดปัญหาเพราะถ้าปล่อยให้สถาบันขนาดใหญ่ล้มละลาย ความเสียหายจะร้ายแรงจนอาจทำให้สังคมล่มจมผู้สนใจในกิจการผีโม่แป้งของสถาบันการเงินอาจอ่านรายละเอียดได้ในหนังสือเรื่อง Freefall ซึ่งอ้างถึงเมื่อตอนที่แล้ว หรือเรื่อง Makers and Takers ของ Rana Foroohar ซึ่งเพิ่งพิมพ์ออกมาเมื่อเดือนพฤษภาคม

การที่ภาครัฐไม่ควบคุมกลุ่มเศรษฐีให้อยู่ในกรอบของระบอบประชาธิปไตยยังผลให้กลุ่มนั้นสามารถทำธุรกิจผูกขาดได้จนระบบตลาดเสรีถูกบิดเบือนไปด้วย อาจจำกันได้ว่าย้อนไปในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม บริษัทน้ำมันของจอห์น ดี. รอกกี้เฟลเลอร์ ควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมันได้เกือบหมดส่งผลให้นายรอกกี้เฟลเลอร์มีอิทธิพลแทบล้นฟ้า แต่อิทธิพลนั้นมิอาจปกป้องบริษัทของเขาได้เมื่อบริษัทถูกบังคับให้แตกตัวเป็นบริษัทอิสระ 34 บริษัท ยุคนี้การผูกขาดมีลักษณะต่างจากยุคนั้นแต่รัฐบาลปล่อยให้เกิดขึ้น เนื่องจากผลกระทบอันเกิดจากการละเมิดกฎของระบบตลาดเสรี ข้อนี้ยังมีความร้ายแรงมากความเหลื่อมล้ำจึงยิ่งเลวร้ายดังที่อ้างถึงในตอนที่แล้ว

อเมริกาก่อตั้งประเทศขึ้นมาพร้อมการพิมพ์ตำราของ อะดัม สมิธ ซึ่งวางกรอบเศรษฐกิจระบบตลาดเสรีในช่วงที่ยุคอุตสาหกรรมเพิ่งเริ่มต้น อเมริกายึดระบบตลาดเสรีเป็นฐานของการพัฒนามาตลอด ส่วนระบอบประชาธิปไตยอเมริกาประยุกต์มาจากแนวคิดเก่าแก่ ไทยใช้ระบบตลาดเสรีมาตั้งแต่ยุคกรุงสุโขทัยดังมีข้อความปรากฏอยู่ในหลักศิลาจารึกตอนหนึ่งว่า “ใครจักใคร่ค้าม้า ค้า” ซึ่งตอนนี้ถูกพวกเศรษฐีบิดเบือนเช่นเดียวกับในอเมริกา ส่วนการปกครองนั้นไม่เป็นประชาธิปไตย หากเป็นระบอบพันทางอย่างหนึ่งซึ่งเกิดจากการสุมหัวกันของทหารกับกลุ่มชนชั้นสูง (Elite) และเศรษฐีตั้งแต่ปี 2475 การสุมหัวกันนี้มีผลต่อการพัฒนามากว่า 80 ปีแล้ว

จุดพลิกผันอยู่ที่ไทยส่งคนหนุ่มไปเรียนวิชากับฝรั่งในช่วงการอุตสาหกรรมกำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ญี่ปุ่นก็ทำเช่นเดียวกัน จากนั้นมาไทยพัฒนาช้ากว่าญี่ปุ่นทุกด้านเพราะเมื่อกลับถึงบ้านหนุ่มญี่ปุ่นช่วยกันพัฒนาการอุตสาหกรรม ส่วนหนุ่มไทยใช้วิชาที่เรียนมายึดอำนาจการบิดเบือนประวัติศาสตร์จะมิอาจหลีกเลี่ยงผลกรรม หรือลบความจริงข้อนี้

ดังที่เสนอไว้ในตอนแรก เศรษฐกิจพอเพียงจะแก้ปัญหาหลายอย่างได้ แต่รัฐบาลและคนส่วนใหญ่ไม่ยอมศึกษาให้เข้าใจแล้วนำไปปฏิบัติ

เพราะอะไร?