วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

TPP เหมือนจะแท้งก่อนเกิด แม้หมอตำแยโอบามาจะยังปากแข็ง

ไม่ว่าใครจะขึ้นมา เป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนต่อไป

 อนาคตของ TPP (Trans-Pacific Partnership) ที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการก่อตั้ง มีสมาชิกร่วมก่อตั้งแล้ว 12 ประเทศทำท่าว่าจะ “แท้งก่อนเกิด” ค่อนข้างจะแน่นอน

แต่น่าแปลกใจที่โอบามา (ซึ่งเหลือเวลาอยู่ในตำแหน่งอีกเพียง 6 เดือน และจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่ใน 100 วัน) ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ Straits Times ของสิงคโปร์ในโอกาสที่นายกฯ หลี่เสียนหลง จะไปเยือนวอชิงตันยืนยันความเชื่อว่าในท้ายที่สุดสภาคองเกรส ของสหรัฐจะให้ไฟเขียวให้ก่อตั้ง “หุ้นส่วนแปซิฟิก” ที่จะเปิดให้เป็นเขตการค้าเสรีอย่างกว้างขวาง

ไทยต้องสนใจเพราะดูเหมือนรัฐบาลจะประเมินแล้ว ทีพีพีที่ว่านี้มีส่วนดีมากกว่าเสีย (แม้จะมีข้อด้อยที่กระทบไทยในหลายด้าน) ถึงขั้นที่ขอให้นายกฯชินโซะ อาเบะช่วยผลักดันให้ไทยได้เข้าเป็นสมาชิก แม้จะไม่ได้อยู่ในฐานะ “ผู้ร่วมก่อตั้ง” แต่ก็ไม่ต้องการ “ตกรถไฟ” ขบวนใหญ่นี้

โอบามา บอกหนังสือพิมพ์สิงคโปร์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่าตนเชื่อรัฐสภาสหรัฐจะอนุมัติความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ภาคพื้นแปซิฟิก TPP แม้ว่าทั้ง ฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี จากพรรคเดโมแคต และ โดนัลด์ ทรัมป์จากพรรครีพับลิกัน จะไม่เห็นด้วยกับข้อตกลง TPP ก็ตาม

โอบามายอมรับว่าการจะได้ไฟเขียวจากรัฐสภาเป็นเรื่อง “ค่อนข้างยาก” เพราะในอเมริกา คนทำงานจำนวนไม่น้อยได้รับผลกระทบจากที่บริษัทต่างๆ เคลื่อนย้ายโรงงานไปต่างประเทศ หรือใช้เทคโนโลยีทำงานแทนเพื่อให้ปริมาณที่ผลิตสูงขึ้นและลดจำนวนคนงาน

แต่เขาก็ยืนยันว่าถึงแม้มีข้อกังวล เกี่ยวกับผลกระทบของโลกาภิวัตน์ในแง่ลบ การตัดสินใจจะไม่ทำการค้าเพราะกลัวผลกระทบไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง โดยเฉพาะในโลกที่เศรษฐกิจ และการจัดการห่วงโซ่อุปทานต้องพึ่งพากันและกัน

โอบามายืนกรานว่ายังคงสนับสนุน TPP เพราะเป็นข้อตกลงที่ดีต่ออเมริกาและโลก เพราะเขาเชื่อว่า TPP ช่วยอุดหนุนเศรษฐกิจของประเทศ และยกเลิกภาษีศุลกากรของสินค้าอเมริกันกว่า 18,000 รายการ อีกทั้งยังจะช่วยให้มีการค้าขายสินค้าอเมริกาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

หากทำเช่นนั้นได้ก็จะทำให้เกิดความสัมพันธ์ ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับประเทศคู่ค้าเช่นสิงคโปร์ และเป็นรากฐานที่จะสามารถทำให้เกิดการค้าในภูมิภาคอื่นๆด้วย

ฮิลลารี คลินตัน ซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ ภายใต้โอบามาในช่วงปีค.ศ. 2009-2013 เคยสนับสนุน TPP อย่างแรง เพราะโลกเล็กลงและการเปิดประตูค้าขาย และลงทุนกับทั่วโลกอย่างเสรีเท่านั้น ที่จะก่อประโยชน์ให้กับสหรัฐและคู่ค้าทั้งหลาย

แต่แล้วการเมืองในปีหาเสียงทำให้อะไร ๆ เปลี่ยนไปได้ฉับพลัน เพราะฐานเสียงในประเทศย่อมสำคัญกว่า การสร้างความสัมพันธ์การค้ากับชาติอื่น

ปีที่ผ่านมากับการรณรงค์หาเสียง เพื่อเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ฮิลลารีเปลี่ยนจุดยืนกะทันหัน

ฮิลลารีบอกว่าข้อตกลง TPP “ไม่ได้มาตรฐาน” ตามที่เธอต้องการ เพราะไม่มีการจำกัดการแทรกแซงควบคุมค่าเงิน และไม่มีบทบัญญัติเรื่องการคุ้มครองสิทธิบัตร สำหรับบริษัทจำหน่ายยาในประเทศที่รายได้น้อย

เธอจึงต้อง “แหกคอก” จากโอบามามาต่อต้าน TPP ก่อนที่จะสูญเสียคะแนนเสียงภายในประเทศมากไปกว่านี้เพราะคู่แข่งเธอคือโดนัล ทรัมป์ออกมาอัด TPP ย่อยยับ

ทรัมป์ ได้รับการสนับสนุนจากคนทำงานใช้แรงงาน เพราะเขาต่อต้านข้อตกลงการค้าต่างๆ รวมถึงข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ ที่มีกับเม็กซิโกและแคนาดา ซึ่งเกิดขึ้นสมัย บิล คลินตัน สามีนางฮิลลารี นั่งสั่งการอยู่ในทำเนียบขาว

ประเทศไทยยังต้องติดตามวิเคราะห์สถานภาพของ TPP ต่อไป แต่ก็ควรจะเร่งทำความเข้าใจกับ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) อันเป็นกรอบความร่วมมือระหว่างอาเซียน 10 ประเทศกับประเทศคู่ค้าอีก 6 ประเทศได้แก่จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

ส่วน TPP นั้นถึงวันนี้มี 12 ประเทศคือสหรัฐ บรูไน ชิลี นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น แคนาดา เปรู เม็กซิโก และเพื่อนบ้านเราในอาเซียนสามชาติคือสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม

มะกันดัน TPP ส่วนจีนผลักดัน RCEP ไทยจึงต้องวางจุดยืนที่ชาญฉลาด คล่องตัวและมองการณ์ไกลเพื่อได้ประโยชน์จากทุกสถานการณ์