โครงการรณรงค์สร้างคุณธรรมให้เด็กไทย “โตไปไม่โกง” ซึ่งปรากฏอย่างเป็นจริงเป็นจังอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่ปัจจุบัน
ไม่ค่อยเป็นปรากฏตามสื่อ จนทำให้เข้าใจว่า โครงการถึงที่สุดแล้ว ยุติลงแล้ว โดยบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้แล้ว ซึ่งเป็นจริงตามที่เข้าใจนี้หรือไม่ก็ไม่ทราบได้ อีกทั้งยังจำไม่ได้ว่า เจ้าของโครงการนี้เป็นหน่วยงานใด ส่วนกลางคือรัฐบาลหรือส่วนท้องถิ่นคือกรุงเทพมหานคร หรือเป็นการบูรณาการประสานความร่วมมือของทุกหน่วยงาน
โครงการอาจจบลงตามระยะเวลาและงบประมาณ แต่ผลสำเร็จหรือสัมฤทธิผลที่แท้จริง ไม่อาจวัดได้ในวันที่สิ้นสุดโครงการ เพราะต้องดูระยะยาวเมื่อเด็กโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตว่าจะ “ไม่โกง” หรือว่า “ยังโกง” เหมือนเช่นที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อถึงวันนั้น ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำโครงการนี้อาจล้มหายตายจาก หรือพ้นหน้าที่ หรือไปทำเรื่องอื่นๆ ที่ห่างไกลจากเรื่องนี้ หรือลืมไปแล้วว่าเคยทำเรื่องนี้ไว้
แต่เรื่องที่ยังมีเป็นข่าวอยู่เสมอก็คือ การโกงที่มีเยาวชนของชาติมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องการสอบเข้าสถานศึกษาและการสอบเข้าทำงานในหน่วยงานต่างๆ ของทางราชการ เรื่องการสอบเข้าเรียนต่อในสถานศึกษามีให้รับรู้ทุกฤดูกาลของการสอบแข่งขัน เช่น การสอบเข้าศึกษาในคณะแพทย์ศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ปรากฏมีการใช้เทคโนโลยีในการโกงข้อสอบ ดังรายละเอียดที่ปรากฏตามสื่อ อีกรายหนึ่งเป็นข่าวดังเช่นกัน นั่นคือ มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งขโมยของแล้วถูกจับได้ ผู้ปกครองเข้าไปขอไกล่เกลี่ย ขอโทษ และยอมชดใช้ค่าเสียหาย ขอร้องไม่ให้ผู้เสียหายแจ้งความเอาผิด เพราะลูกชายของตนกำลังจะสอบเข้าเป็นตำรวจ ทั้งสองเรื่องนี้คนที่มีส่วนกระทำผิดโดยตรงก็คือเยาวชน
จากเหตุการณ์ทั้งสองนี้ ลองพิจารณาต่อไปว่า จะยังมีเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นแต่ไม่เป็นข่าวเพราะจับไม่ได้อีกเท่าไรทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะการสอบเข้าเป็นนักศึกษาแพทย์และตำรวจ ซึ่งสองอาชีพนี้เป็นอาชีพที่มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะตำรวจยิ่งเกี่ยวข้องกับอิสรภาพของผู้คนด้วยเพราะต้องทำหน้าที่ปราบปรามจับกุมคุมขังผู้กระทำผิด หากนักเรียนแพทย์ที่สอบเข้าเรียนได้ด้วยการโกงสอบ ตำรวจหรือนักเรียนตำรวจสอบเข้าเรียนเป็นตำรวจได้ทั้งๆ ที่กระทำผิดแต่ได้รับปกป้องจากผู้ปกครอง หรือโกงข้อสอบเช่นเดียวกับนักศึกษาแพทย์ เมื่อทำงานในหน้าที่แล้ว จะทำงานด้วยความซื่อสัตย์ตามหน้าที่ได้หรือไม่
เรื่องดังกล่าวแม้ผู้กระทำผิดคือเด็กหรือเยาวชน แต่จะโยนความผิดไปให้เด็กเพียงฝ่ายเดียวนั้นเป็นการไม่ถูกต้องแน่ พ่อแม่ผู้ปกครองย่อมมีส่วนรับผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในกรณีของนักศึกษาแพทย์ที่โกงข้อสอบด้วยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง มีการว่าจ้างคนให้ไปสอบเพื่อที่นำข้อสอบออกมาเฉลยแล้วส่งคำตอบผ่านเครื่องมือสื่อสารให้ผู้สอบจริงตอบข้อสอบนั้น เห็นได้ว่าทำเป็นขบวนการ จึงแน่ใจได้ว่าค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างและการจัดหาเครื่องไม้เครื่องมือรับส่งย่อมมิใช่น้อย หากผู้ปกครองไม่สนับสนุนก็ยากที่เด็กจะทำได้
ในกรณีของเด็กหนุ่มขโมยของก็เช่นกัน ผู้ปกครองออกมาปกป้องไม่ให้ผู้เสียหายเอาเรื่อง โดยยอมจ่ายค่าเสียหายชดใช้ เพื่อให้เด็กสามารถสอบเป็นตำรวจได้ นี่ก็ไม่ต่างจากการโกงข้อสอบแต่อย่างใด เพราะแสดงถึงความไม่ซื่อตรงเช่นกัน
เมื่อเด็กหรือเยาวชนจากทั้งสองกรณีได้ทำอาชีพที่ตนมุ่งหวังด้วยวิธีการอันไม่ถูกต้องเช่นนี้ เมื่อเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ในวงอาชีพแล้วโกง ก็ไม่สามารถโทษเด็กโดยฝ่ายเดียวได้ เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองมีส่วนช่วยเหลือสนับสนุนให้เขาเป็นเช่นนั้นตั้งแต่ต้นนั่นเอง
กลับมาที่โครงการรณรงค์สร้างคุณธรรมให้เด็กไทย “โตไปไม่โกง” โดยชื่อโครงการและหลักคิดก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ควรต้องมีโครงการสร้างสำนึกพ่อแม่ไทยไม่สนับสนุนให้ลูกโกง หรือชื่อใดก็ได้ที่มีหลักคิดนี้ไปพร้อมกันด้วย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างจะดีหรือไม่ดีก็ล้วนแต่เริ่มต้นที่บ้าน ถ้าพ่อแม่เป็นตัวอย่างที่ดีลูกก็มีโอกาสที่ลูกจะดีตาม หรืออีกนัยหนึ่ง พ่อแม่ที่ไม่โกงย่อมสอนให้ลูกไม่ให้โกง นั่นเอง






