วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเมืองไทยในทศวรรษหน้า(จบ)

อาทิตย์ที่ผ่านมาผมได้ลองเดาถึงเงื่อนไขต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มพี่น้องไทยที่ร่วมกระทำการ

 “ถอยหลังออกจากประชาธิปไตย” ว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมานั้นแต่ละกลุ่มในกลุ่มใหญ่นี้ดำรงตัวและสถานะกันอย่างไร

คราวนี้หากลองมาพิจารณากลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่ง อันได้แก่กลุ่มที่นิยามตนเองว่าเป็น “ผู้ที่กำลังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย”

คนกลุ่มใหญ่กลุ่มนี้มีความหลากหลายมากทีเดียว ลักษณะร่วมกันกว้างๆ ประการหนึ่งได้แก่การเป็นกลุ่มคนที่เริ่มต้นชีวิตทางเศรษฐกิจแบบใหม่ด้วยศักยภาพของตนเอง ซึ่งแตกต่างไปจากกลุ่มแรกที่มักจะเป็นผู้สืบทอดโอกาสการสะสมทุน ทั้งทุนทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมมาจากพ่อแม่และบรรพบุรุษ

คนที่เริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวจากศูนย์หรือเกือบศูนย์ในระบบเศรษฐกิจไทยที่ไม่เคยเปิดโอกาสง่ายๆ ให้แก่การเคลื่อนย้ายทางชนชั้น ทำให้คนกลุ่มนี้มีสำนึกใหม่ในสองด้านด้วยกัน ด้านแรกได้แก่ความสำนึกในศักยภาพของปัจเจกชน (ซึ่งสำนึกนี้จะแรงกล้ามากกว่ากลุ่มคนที่เติบโตมาในระบบเส้นสาย) ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการทำมาหากินของพวกเขาในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ต้องใช้ “ทักษะและความสามารถ” ส่วนตัวอย่างมากไม่ว่าจะเป็นการทำงานในส่วนที่เกี่ยวกับการเกษตรแบบใหม่หรือเป็นผู้ประกอบการลักษณะอื่นๆ

อีกด้านหนึ่งได้แก่ความสำนึกในความเป็น “พลเมือง” ที่สูงมากขึ้นที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะคนกลุ่มนี้ได้หลุดออกจากพันธะทางสังคมแบบชุมชนที่ครั้งหนึ่งเคยเกื้อหนุนชีวิตแบบชาวนาหรือคนทำเกษตรกรรม มาสู่ชีวิตทางเศรษฐกิจและสังคมในรัฐสมัยใหม่ ซึ่งล้วนแล้วแต่กลายมาเป็นครอบครัวเดี่ยวที่ไม่สามารถจะใช้ฐานของครอบครัวเครือญาติหรือชุมชนมาเป็นหลังพิงได้อย่างเดิม พวกเขาพบว่ารัฐและความเป็นพลเมืองได้กลายมาเป็นหลักที่พวกเขาจำเป็นต้องผูกกันเข้าไว้

การเคลื่อนไหวเพื่อรักษารัฐบาลที่เอื้ออำนวยให้พวกเขามีหลังพิงในการเลื่อนชนชั้น และมองเห็นอนาคตได้ชัดเจนขึ้น จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งการละเมิดสิทธิพลเมืองในบางกรณี เช่นการปราบปรามยาเสพติดแบบเหวี่ยงแหเป็นสิ่งที่ยอมรับกันได้หากนโยบายอื่นๆ ยังคงเอื้ออำนวย “ความหวัง” ของพวกเขาให้สว่างสดใสต่อไป

การรัฐประหารและการใช้อำนาจทหารในช่วงสองปีที่ผ่านมา ไม่ได้มีนโยบายอะไรที่แตกต่างไปจากเดิมมากนัก เพียงแต่ว่าไม่หวือหวาเท่าที่ผ่านมา เช่นนโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ด เพียงแต่ปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากระบบโลกและการปรับเปลี่ยนฐานการผลิตในอุตสาหกรรมทุกระบบได้ทำให้โอกาสในการเลื่อนชนชั้นของพวกเขาล่าช้าไป

หากมองภาพรวมแล้วคนกลุ่มนี้ยังคงมีชีวิตทางเศรษฐกิจของตนต่อไปได้ แม้ว่าจะฝืดเคืองมากกว่าเดิมมีคนในกลุ่มนี้จำนวนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการขยายอำนาจรัฐเพื่อเอาใจชนชั้นกลางในเมืองจากนโยบายคืนพื้นที่ป่า แต่ก็ไม่น่าแปลกใจอะไรที่แม้ว่าคนกลุ่มนี้จะพยายามสร้างจินตนาการว่าเป็นพวกเดียวกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วด้วยสำนึกเชิงปัจเจกชนก็ทำให้ไม่ได้คิดที่จะเอื้อมมือมาช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนในเรื่องการถูกรัฐรุกรานแต่อย่างใด

การที่คนกลุ่มนี้ไม่ได้หนุนช่วยชาวบ้านในเรื่องการถูกรัฐรุกรานก็เพราะว่าชีวิตของคนกลุ่มนี้ต้องพึ่งพิงรัฐจึงทำให้รู้สึกต่อปัญหานี้เหมือนชนชั้นกลางในเมือง ก็คือเป็นเรื่องถูกต้องแล้วที่รัฐต้องทำเช่นนั้น

ความแตกต่างหลากหลายและระบอบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของคนกลุ่มนี้ ทำให้ไม่สามารถที่จะรวมกันเป็นขบวนขนาดใหญ่ได้โดยเฉพาะหลังจากที่แกนนำในชุมชนท้องถิ่นถูกกดดันและหลายส่วนถูกดึงเข้าไปเป็นพวกเดียวกับรัฐบาลทหาร (ประเมินอย่างอัตวิสัยในช่วงออกพื้นที่ทำวิจัย ก็น่าจะได้ว่าประมาณร้อยละสามสิบของแกนนำเดิมได้เข้าไปสวามิภักดิ์กับกลไกอำนาจรัฐทหาร)

ความอ่อนแอในการจัดตั้งกลุ่มในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทำให้เกิด “ความเป็นอิสระ” ในการตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตของตนเองได้มากขึ้นกว่าเดิมประกอบกับความเชื่อมั่นในแกนนำเดิมนั้นลดลงอย่างมาก หากจะลองแบ่งความปรารถนาของคนกลุ่มนี้ก็น่าจะประมาณได้ว่าคนกลุ่มนี้ในภาคเหนือและอีสานประมาณร้อยละสามสิบมีแนวโน้มที่อยากจะให้มีการเลือกตั้ง โดยมีความหวังว่าภายหลังการเลือกตั้งแม้ว่าจะอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ “ไร้วัฒนธรรม” ก็จะทำให้พวกเขาสามารถที่จะยืนอยู่บนความเป็นพลเมือง และรักษาความเป็นปัจเจกชนได้มากกว่าในรัฐบาลทหาร

คนกลุ่มนี้อีกประมาณร้อยละเจ็บสิบก็ยังอยากจะเลือกตั้ง แต่กลุ่มนี้ประเมินว่าหากไม่รับร่างประชามติรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วคณะทหารก็ต้องทำให้รัฐธรรมนูญที่ร่างเองนั้นดูดีกว่าเดิม เพราะไม่อย่างนั้นทหารก็จะเสียหายทางการเมืองมากขึ้น

เดาเอาว่าคะแนนของการลงประชามติในภาคเหนือและภาคอีสานน่าจะออกมาสูสีกัน ส่วนในภาคใต้และกรุงเทพฯคะแนนน่าจะออกมาทางการรับร่างรัฐธรรมนูญแต่ก็ชนะไม่ขาด ทั้งหมดเป็นการทำตาม “พิธีกรรม” ที่หวังว่าจะนำไปสู่การเลือกตั้งให้เร็วที่สุด

กล่าวโดยสรุปคนส่วนใหญ่ของสังคมไทยซึ่งเป็นคนอยู่ในสองกลุ่มนี้ ล้วนแล้วแต่ต้องการการเลือกตั้งและต้องการเห็นระบอบประชาธิปไตยการเมืองในทศวรรษหน้าจึงน่าจะเป็นการต่อรองและต่อสู้กันในระบบมากกว่าการเรียกร้องอำนาจนอกระบบอย่างที่เป็นมาในช่วงสิบปีที่ผ่านมา